การใช้เทคโนโลยีมากเกินไปกระทบต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง

ทุกวันนี้เราทุกคนมีการใช้เทคโนโลยีอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การใช้โทรศัพท์มือถือส่งข้อความ LINE ไปหากัน การดูหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อทำงานออนไลน์ การดูโทรทัศน์เพื่อความบันเทิง ฯลฯ ที่กล่าวมาล้วนเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีทั้งนั้น

เมื่อกิจวัตรของเราเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีมากขนาดนี้ จะส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างไรได้บ้าง มาดูกันเลย

1.ผลกระทบต่อระบบประสาทสมอง
ข้อมูลทั้งภาพและเสียง จะส่งผ่านตาและหูในลักษณะสัญญาณประสาทไปที่สมอง หากเราใช้สายตาในการดูข้อมูลต่าง ๆ ต่อเนื่องมากเกินไป นอกจากจะเมื่อยกล้ามเนื้อตาแล้ว ยังทำให้ปวดหัวได้ด้วย เนื่องจากว่าสมองต้องทำงานหนักในการประมวลผลต่าง ๆ ตลอดเวลา นอกจากนี้การใช้เครื่องมือเทคโนโลยีนาน ๆ จะมีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและรังสีหลายชนิดที่จะไปกระตุ้นให้สมองเกิดอาการตื่นตัวจนทำให้นอนไม่หลับได้ บางคนก็จะมีอาการคลื่นไส้พะอืดพะอมอยากอาเจียนหรือเป็นไมเกรนได้อีกด้วย

2.ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ
เนื่องจากการทำงานออนไลน์ได้รับความนิยมมากขึ้น ทางการแพทย์พบว่ามีผู้ที่มีปัญหาจากท่านั่งที่ไม่เหมาะสม คือ ก้มศีรษะองศาต่ำเกินไป ทำให้กล้ามเนื้อคอและไหล่ต้องแบกรับน้ำหนักส่วนศีรษะเพิ่ม ผู้ที่ต้องพิมพ์งาน work from home หรือส่งงานออนไลน์ทั้งวัน ก็จะทำให้เป็นพังผืดที่นิ้วมือหรือเป็นนิ้วล็อกได้ด้วย หากปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ จะทำให้เป็นโรค Carpel Tunnel Syndrome หรือ CTS ซึ่งมักพบในคนที่ใช้พิมพ์งานนานหรือใช้เม้าส์ต่อเนื่องวันละหลายชั่วโมง อาจต้องรักษาด้วยการฉีดสเตียรอยด์แก้อักเสบหรือผ่าตัดเลาะพังผืดออกด้วย

3.โรคทางดวงตา
การจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือนาน ๆ จะทำให้คนเรากระพริบตาน้อยลง จึงเกิดอาการตาแห้งและจอประสาทตาเสื่อมได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะคนที่ใส่คอนแทคเลนส์ จะดึงน้ำจากดวงตาไปที่ตัววัสดุคอนแทคเลนส์มากกว่าปกติ จึงต้องระมัดระวังพักสายตาเป็นระยะและควรหยอดน้ำตาเทียมสม่ำเสมอ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของโรคตาแห้งด้วย

4.โรคทางอารมณ์
การเสพสื่อสาธารณะในรูปแบบภาพและการบอกเล่าต่าง ๆ มักทำให้เกิดการเปรียบเทียบกับตัวเอง ซึ่งมีสถิติพบว่าผู้ที่ใช้เวลาอ่านเรื่องต่าง ๆ ในโพสต์เฟซบุ๊กหรือช่องทางอื่น ๆ นาน ยิ่งเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้าและมีความรู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้น การบูลลี่หรือต่อว่ากันให้อับอายยังเป็นพฤติกรรมที่ส่งผลกระทบทางใจต่อเด็กและวัยรุ่น โดยมีสถิติมากขึ้นด้วย ผู้ปกครองจึงต้องระวังดูแลบุตรหลานในการใช้เทคโนโลยีให้มากขึ้น

จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีนั้นช่วยทำให้ชีวิตประจำวันของเราได้รับความสะดวกสบาย อำนวยให้คนเราสามารถมีไลฟ์สไตล์ในการทำงานและพักผ่อนอย่างที่ชื่นชอบได้ แต่หากใช้มากเกินไป ก็จะเกิดโทษตามที่กล่าวมา จึงต้องพึงระวังและใช้อย่างพอดี

น้ำดื่มผสมวิตามิน ประโยชน์ดีจริงหรือ ?

ความทรงจำวัยเด็กในชั้นเรียนวิชาสุขศึกษา คุณครูได้เน้นย้ำให้เราดื่มน้ำสะอาดวันละ 8-10 แก้ว และบริโภคสารอาหารให้ครบ 5 หมู่ เมื่อโตขึ้นจึงเริ่มเข้าใจว่า เพราะน้ำคือองค์ประกอบหลักของชีวิตโดยแท้ ร่างกายคนเราประกอบไปด้วยน้ำถึง 70% ในเลือดก็มีน้ำมากถึง 92% ส่วนสมองมีน้ำเป็นองค์ประกอบถึง 85% จึงไม่แปลกใจที่ภาคธุรกิจต่างพากันแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดของเครื่องดื่มเสริมสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง น้ำดื่มผสมวิตามินต่าง ๆ ที่วางเรียงกันอยู่ในร้านสะดวกซื้อ หรือซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งน้ำดื่มผสมวิตามินเหล่านั้นมีประโยชน์ดีจริงหรือไม่ เรามีเทคนิคการในการพิจารณาประโยชน์ของน้ำดื่มผสมวิตามินมาฝากกัน

ขึ้นชื่อว่าวิตามิน ย่อมจะมีคุณสมบัติในการเสริมสร้างการทำงานของร่างกายในส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะวิตามินบีรวม ซึ่งหลายบริษัทฯต่างชูประเด็นน้ำดื่มผสมวิตามินบี หรือวิตามินซี เพื่อบำรุงร่างกายและการทำงานของระบบประสาท โดยมีกระแสตอบรับที่ดีจากกลุ่มผู้บริโภคที่รักษ์สุขภาพ จนทำให้น้ำดื่มผสมวิตามินบีและซี เติบโตเกินความคาดหมาย เนื่องจากความเชื่อมั่นวิตามินว่าดีและมีประโยชน์ดังนี้

  • วิตามินบี 1 มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ
  • วิตามินบี 3 ช่วยฟื้นฟูเยื่อบุทางเดินอาหารและผิวหนังให้เป็นปกติ
  • วิตามินบี 6 มีส่วนช่วยสร้างสารที่จำเป็นในการทำงานของระบบประสาท
  • วิตามินบี 12 ช่วยซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอภายในร่างกายให้สามารถทำงานได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะระบบประสาทและทางเดินอาหาร
  • วิตามินซี นั้นสารพัดประโยชน์ เช่น ช่วยปกป้องเซลล์ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันของเนื้อเยื่อ เส้นเอ็น และคอลลาเจนต่าง ๆ และยังเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ช่วยป้องกันการทำลายเซลล์จากสารอนุมูลอิสระได้อีกด้วย

เมื่อพิจารณาตามคุณสมบัติอันเป็นประโยชน์ของวิตามินเหล่านี้แล้ว คนส่วนใหญ่จึงเชื่อมั่นว่า การดื่มน้ำผสมวิตามินนั้นมีประโยชน์และช่วยบำรุงร่างกาย แต่อย่างไรก็ตามเราไม่ควรที่จะบริโภควิตามินเกินความจำเป็นที่ร่างกายต้องการ เพราะเป็นการผลักภาระไปให้ไตทำงานหนัก ดังนั้นเราควรหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพของตนเอง ด้วยการบริโภคอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต สารอาหารที่เป็นแหล่งพลังงานเช่น ข้าว แป้ง น้ำตาล ฯลฯ คาร์โบไฮเดรต 1 กรัม ให้พลังงาน 4 แคลอรี ,โปรตีน เป็นสารอาหารสำคัญที่จำเป็นต่อการซ่อมแซมร่างกายส่วนที่สึกหรอ และเสริมสร้างการเจริญเติบโตของร่างกายรองจากน้ำ ,เกลือแร่หรือแร่ธาตุ เป็นส่วนประกอบของอวัยวะและกล้ามเนื้อ เช่น เลือด กระดูก และฟัน ,วิตามิน สารอาหารที่ร่างกายของเราต้องการในปริมาณน้อย แต่ก็ไม่สามารถขาดได้ ส่วนไขมันนั้นให้พลังงานสูง โดยไขมัน 1 กรัมให้พลังงาน 9 แคลอรี่

หากเราเอาใจใส่ตนเอง โดยการดื่มน้ำสะอาดวันละ 8 แก้ว ออกกำลังกายให้พอเหมาะและพักผ่อนให้เพียงพอ เราก็จะมีสุขภาพที่แข็งแรงได้โดยไม่ต้องพึ่งพาวิตามินเสริมใด ๆ ส่วนใครที่ชื่นชอบน้ำดื่มผสมวิตามิน ก็สุดแท้แต่ความชอบและเงินในกระเป๋า แต่ก็มีหลายคนนิยมดื่มน้ำบริสุทธิ์มากกว่า เพราะหากบริโภคอาหารครบหมู่ ก็จะได้วิตามินตามธรรมชาติอยู่แล้ว

เทคโนโลยีเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของคุณอย่างไร ปี 2020

ในปี 2020 ถือได้ว่ามีความก้าวไกลอย่างมากของเทคโนโลยีที่แทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คน ไม่ว่าด้านของความบันเทิง เสริมความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต การดูแลสุขภาพหรือการสร้างอาชีพใหม่ ๆ โทรศัพท์มือถือที่คุณใช้ในปัจจุบัน 90% ผู้คนจะใช้ระบบสมาร์ทโฟนจอสัมผัสและมีจอกว้างเพียงพอที่จะทำให้คุณเสพความบันเทิง ทั้งการดูหนังฟังเพลงได้ตลอด 24 ชั่วโมงผ่านระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงหรือระบบ Wi-Fi ที่สัญญาณเสถียรกว่าในอดีตอย่างมาก ไม่ว่าคุณจะเป็นวัยทำงานหรือวัยเรียนที่ใช้สื่อออนไลน์เพื่อการศึกษา ก็ได้รับความสะดวกสบาย ได้ทั้งความบันเทิงและสาระไปพร้อมกัน

สำหรับเทคโนโลยีการเดินทาง ปัจจุบันมีการผลิตรถแนว Hybrid เป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีการใช้น้ำมันและการใช้ระบบไฟฟ้าในการขับเคลื่อนเครื่องยนต์ และยังอยู่ในช่วงการส่งเสริมการใช้รถยนต์ระบบไฟฟ้า ซึ่งมีแนวโน้มสูงว่าในอนาคตจะมีการนำมาใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลก มีประโยชน์ในการลดค่าน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป การใช้พลังงานไฟฟ้ายังช่วยลดปัญหามลภาวะในสิ่งแวดล้อมอีกด้วย เรียกว่าเป็นการใช้เทคโนโลยีเสริมความสะดวกสบายและรักษ์โลกไปพร้อมกัน

เกี่ยวกับสุขภาพ ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบเล่นกีฬา คงทราบดีว่าปัจจุบันมีนาฬิกาสมาร์ทโฟนที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบการตรวจจับชีพจร วัดอัตราการเต้นของหัวใจ คำนวณปริมาณพลังงานกิโลแคลอรี่ที่คุณเผาผลาญไประหว่างออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็นกีฬาบนบกหรือในน้ำ ก็สามารถบันทึกและวัดผลได้แบบเรียลไทม์ด้วยอุปกรณ์ชิ้นเล็ก ๆ ที่มีความทนทานสูง คุณจึงออกกำลังกายได้เต็มศักยภาพได้มากยิ่งขึ้น

ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

คำว่า IoTs หรือ Internet of Things อยู่ในวิถีชีวิตเรามากขึ้น เราสามารถเปิดปิดอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าได้จากนอกอาคาร เช่น ระบบรักษาความปลอดภัยของประตู กล้องวงจรปิดในจุดต่าง ๆ ฯลฯ จึงเสริมสร้างความมั่นใจว่าทรัพย์สินจะไม่สูญหายและมีความปลอดภัยในการใช้ชีวิตมากขึ้น

นอกจากนี้ อาชีพใหม่แบบอาชีพยูทูปเบอร์ ผู้ผลิตบทความออนไลน์ ราคาบอลไห การเงิน เรื่องร่าวๆอื่นๆลงเว็บไซต์ออนไลน์ รวมถึงนักลงทุนหรือนักสร้างสื่อบันเทิงผ่านระบบสตรีมมิ่งหรือออนไลน์ เป็นงานที่คนยุคใหม่คุ้นเคย เพราะได้รับการสนับสนุนจากระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและเทคโนโลยีการสื่อสารที่ตอบโจทย์ผู้คน ซึ่งหากย้อนไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว คุณจะนึกภาพไม่ออกแน่นอน

เทคโนโลยีมีความเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของผู้คนอย่างรอบด้านในปี 2020 เพียงคุณเปิดใจยอมรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ และเรียนรู้ที่จะนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน คุณก็จะเป็นอีกคนที่ได้รับประโยชน์จากความก้าวหน้าของนวัตกรรมเทคโนโลยีรุ่นใหม่อย่างแน่นอน

เทคโนโลยียุคใหม่ปี 2020 เกี่ยวข้องกับเราด้านใดบ้าง

ในปัจจุบัน เทคโนโลยีอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คน ตั้งแต่ตื่นจนกระทั่งนอน มีการพัฒนาของหลายภาคฝ่ายในการสร้างนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าในเวลาสั้น โดยได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณในช่องทางต่าง ๆ เช่น กลุ่ม SME ธุรกิจ Start Up รวมถึงการระดมทุนรับบริจาคจากคนทั่วโลก ฯลฯ หากเราก้าวไม่ทันเทคโนโลยี ก็จะพลาดโอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจ หรือไม่ได้รับการจ้างงานที่มีค่าตอบแทนสูงได้

เรามาดูกันว่า เทคโนโลยีในยุค 20202 เกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้คนมีอะไรบ้าง

1.RPA (Robotic Process Automation)

เป็นการทำงานอัตโนมัติด้วยระบบคอมพิวเตอร์ เช่น เมื่อทำธุรกรรมทางการเงิน ถอนเงิน ซื้อขายกองทุน ผ่าน mobile banking จะมีอีเมลจากธนาคารส่งมาที่อีเมลของลูกค้า เพื่อเป็นการยืนยันว่าธุรกรรมนั้น ๆ สำเร็จเรียบร้อย มีประโยชน์ในการลดโอกาสเกิดเหตุการณ์โจรกรรมทางการเงินได้ เพราะหากไม่ใช่การกระทำของลูกค้า จะได้รีบทำการตรวจสอบหรือยับยั้งได้ทันท่วงที

2.ระบบการประมวลผลด้วย AI

AI เป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวันของทุกคน ที่เห็นได้ชัดคือ การทำเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ ที่ทาง Google ใช้ระบบ AI ในการเทียบคุณภาพของแต่ละเว็บไซต์เพื่อการนำเสนอแก่ผู้ใช้งาน Google ด้วยระบบ SEO (search engine optimization) เว็บไซต์ใดที่ทำอย่างมีคุณภาพ ระบบก็จะมีการคิดคำนวณและนำเสนอในลำดับชั้นต้น ๆ 1-3 ของการสืบค้นด้วย keyword นั้น ๆ

หากพัฒนาเว็บไซต์ไม่สอดคล้องกับระบบ SEO ก็จะได้ผลจากการประเมินด้วย AI ต่ำ ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ และทำให้ยอดขายไม่เป็นไปตามคาดหวัง

3.chatbot

ในปัจจุบันการบริหารจัดการหน้าเว็บไซต์ออนไลน์ ในองค์กรส่วนใหญ่ทั้งรัฐและเอกชน นิยมใช้ระบบแชทบอทมากขึ้น เพื่อค้นคว้าข้อมูลและตอบคำถามลูกค้าอย่างรวดเร็ว สร้างความประทับใจและสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัยได้อย่างมาก

4.IOTs (Internet of Things)

IOTs หมายถึง การเชื่อมโยงอุปกรณ์ในชีวิตประจำวันเข้ากับระบบอินเทอร์เน็ต เพื่อให้สั่งงานหรือติดตามข้อมูลได้ เช่น การสวมใส่นาฬิกาสมาร์ทโฟน เพื่อตรวจสอบชีพจรขณะออกกำลังกาย การเชื่อมต่อวงจรเครื่องปรับอากาศ ระบบสัญญาณนิรภัยบ้าน โทรทัศน์ ตู้เย็น ฯลฯ เข้ากับโทรศัพท์มือถือ เพื่อควบคุมการทำงานหรือปรับอุณหภูมิได้อย่างอัตโนมัติ เพื่อเสริมสร้างความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน

5.การเรียนและทำงานผ่านระบบออนไลน์

ในปัจจุบันจะเห็นชัดเจนอย่างมาก เนื่องจากมีการระบาดของไวรัสโควิด การเรียนแบบออนไลน์จึงทำให้นักเรียนสามารถเรียนจากที่บ้านได้ และขณะเดียวกันการทำงานในสถานการณ์นี้ก็เป็นแบบ work from home มากยิ่งขึ้นด้วย จึงเป็นการปรับตัวขององค์กรทั้งต่อสถานการณ์ปัจจุบัน และมีแนวโน้มสูงที่จะถูกนำไปใช้อย่างเป็นระบบในระยะยาว

เทคโนโลยีเกี่ยวข้องกับชีวิตส่วนตัวและการทำงานของเราทุกคน จึงต้องเรียนรู้และปรับตัว ผู้ที่มองเห็นแนวโน้มเพื่อการทำงานหรือการประกอบธุรกิจได้ ก็มีโอกาสที่จะเติบโตและประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่าผู้อื่นด้วย

5 เทคโนโลยี เปลี่ยนแนวทางในการดำเนินชีวิต

5 เทคโนโลยี เปลี่ยนแนวทางในการดำเนินชีวิต

บริษัทใหญ่ IBM ได้กล่าวไว้ว่าในอนาคตข้างหน้า งานวิจัยเทคโนโลยีจะประสบความสำเร็จหลายชิ้น ทำให้คนทั่วไปได้มีการใช้งานจนเปลี่ยนแนวทางในการดำเนินชีวิตเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้ เราจึงมาแนะนำ 5 เทคโนโลยีใหม่ในอนาคตให้คุณได้รู้จักกัน เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย ดังต่อไปนี้

ประเภทที่ 1 เทคโนโลยีไฮเปอร์อิมเมจจิง

Hyperimaging หรือ เทคโนโลยีไฮเปอร์อิมเมจจิง ทำให้มองเห็นในสิ่งที่มองไม่เห็น เช่น ปัจจุบันได้มีการใช้เอ็กซเรย์ เพื่อให้เห็นอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย เมื่อมีความผิดปกติสามารถรักษาโรคได้ทัน แต่ถ้าเป็นเอ็กซ์เรย์กระเป๋าที่สนามบินจะเป็นการตรวจสอบวัตถุระเบิดและวัตถุแปลกปลอม

ในอนาคตเทคโนโลยีประเภทนี้ จะมีความก้าวหน้ามากกว่านี้ เนื่องจากเมื่อมีการติดที่รถก็จะสามารถตรวจสอบการจราจรและช่วยบอกระยะทางได้ว่ามีรถข้างหน้ากี่คัน มีสัตว์ข้ามถนนหรือไม่ในขณะที่ได้ขับรถที่อยู่ในสภาวะหมอกลงจัดหรือฝนตก ซึ่งเป็นสภาวะที่มองไม่เห็นวัตถุข้างหน้า ก็จะช่วยให้การขับรถมีความระมัดระวังมากขึ้น เป็นการป้องกันอุบัติเหตุจากการจราจร นอกจากนี้ ยังสามารถถ่ายภาพต่าง ๆ เช่น ภาพอาหาร ก็จะช่วยวิเคราะห์ได้ว่าอาหารมีคุณค่าทางโภชนาการมากน้อยเพียงใด หรือภาพเช็คธนาคารด้วยการนำมือถือไปถ่ายก็สามารถบอกได้ว่าเป็นเช็คจริงหรือเช็คปลอม เป็นต้น

ประเภทที่ 2 เทคโนโลยีสมาร์ทเซ็นเซอร์

Smart sensors หรือสมาร์ทเซ็นเซอร์ เป็นเทคโนโลยีที่มีขนาดเล็ก สามารถตรวจวัดก๊าซพิษต่าง ๆ ในธรรมชาติได้ โดยเฉพาะการพัฒนาการตรวจก๊าซมีเทนที่อาจจะรั่ว แล้วจะมีการรายงานผลแบบ REAL TIME เพื่อเข้าไปแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดการรั่วไหลของก๊าซได้ทันที

ประเภทที่ 3 เทคโนโลยีมาโครสโคป

Macroscopes หรือ มาโครสโคป จะรวบรวมข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ เช่น การทำเกษตร ก็สามารถเก็บข้อมูลสภาพอากาศ อุณหภูมิ น้ำ ปริมาณน้ำฝนและระบบชลประทานว่ามีการผันน้ำมาที่แปลงปลูกมากน้อยเพียงใด หลังจากการวิเคราะห์เสร็จแล้วก็สามารถให้น้ำและปุ๋ยตามความต้องการของพืช เป็นต้น ซึ่งเทคโนโลยีประเภทนี้ IBM เคยได้ทดลองกับไร่องุ่นแห่งหนึ่งประมาณ 5 ปีที่แล้ว จึงสามารถปรับการให้น้ำและปุ๋ย ทำให้ไร่องุ่นนั้นมีผลผลิตที่ดีมากและมีรสชาติอร่อย

ประเภทที่ 4 เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์

Artificial Intelligence หรือ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ สามารถทราบสุขภาพจิตของแต่ละคน โดยตรวจสอบจากถ้อยคำเพียง 300 คำ ไม่ว่าจะเป็นการพูดแบบใช้เสียงโทนสูงหรือเสียงต่ำว่ามีความโกรธอยู่รึเปล่า หรืออาจจะใช้ถ้อยคำจากการเขียน จากนั้นส่งข้อมูลให้แพทย์ได้ทราบเพื่อนำมาวิเคราะห์ว่ามีปัญหาด้านสุขภาพจิตหรือไม่

นอกจากนี้ยังสามารถวิเคราะห์ผู้ป่วยพาร์กินสัน อัลไซเมอร์ ออทิสติกหรือโรคสมาธิสั้น เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่สามารถเก็บข้อมูลได้เอง ทำให้แพทย์นำข้อมูลมาช่วยวิเคราะห์ได้ว่าจะพัฒนาการอย่างไรในการใช้ยาเพื่อการรักษาได้ถูกทางและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ประเภทที่ 5 เทคโนโลยี Medical Labs “on a chip”

เทคโนโลยีประเภทนี้ในปัจจุบันยังใช้อยู่แต่มีขนาดใหญ่ ซึ่งมีความแตกต่างในอนาคตคือ จะมีขนาดเล็กกว่าและสามารถติดตัวไปได้ อาจจะฝังในตัวหรืออาจจะอยู่บนมือถือ เรียกว่า ห้องแล็บอยู่ในระดับชิป เพื่อติดตามค่าน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานว่าอยู่ในระดับสูงหรือไม่ และยังสามารถตรวจสอบค่าไขมันต่าง ๆ นอกจากนี้ยังตรวจสอบเชื้อโรคได้ด้วย

สิ่งที่ควรรู้เพิ่มเติม เมื่อมีเทคโนโลยีเข้ามาก็จะทำให้เปลี่ยนแนวทางในการดำเนินชีวิตได้ เช่น โทรทัศน์ เพราะปัจจุบันคนดูรายการทีวีและละครผ่านมือถือ ทำให้โทรทัศน์หายากยิ่งขึ้น การโอนเงินผ่านระบบอินเทอร์เน็ต การซื้อก๋วยเตี๋ยวโดยใช้การสแกน QR โค้ดเพื่อจ่ายเงิน สิ่งนี้เริ่มเกิดขึ้นแล้วโดยเฉพาะในประเทศจีน และต่อไปก็จะมีหลายประเทศที่จะเป็นสังคมไร้เงินสด การจองตั๋วเครื่องบินด้วยตัวเองและเดินทางต่างประเทศโดยใช้ Google Maps ไม่ต้องอาศัยไกด์หรือบริษัททัวร์อีกต่อไป นอกจากนี้ยังมีการใช้โปรแกรมแปลภาษาสื่อสารกับคนในชาตินั้น ๆ ได้อย่างสะดวกอีกด้วย

เทคโนโลยีมีประโยชน์อย่างไรในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19

เทคโนโลยีมีประโยชน์อย่างไรในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19

ปัจจุบันเรากำลังอยู่ในช่วงที่มีภาวะระบาดของโควิด-19 เราจึงต้องมีการปรับตัวในหลายด้าน และในส่วนของการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อการควบคุมโรคนี้ในช่วงสถานการณ์คับขันก็มีประโยชน์อย่างมาก เรามาดูกันว่ามีการใช้เทคโนโลยีในประเด็นใดบ้าง เพื่อรับมือกับสถานการณ์โรคร้ายนี้

เทคโนโลยีที่ใช้ในช่วงสถานการณ์โควิด-19

การทำงานจากบ้าน work at home

เทคโนโลยีช่วยในการทำงานจากที่บ้านผ่านระบบอินเทอร์เน็ต เป็นช่องทางสำคัญที่ทำให้ทุกคนสามารถที่จะสร้างรายได้จากที่บ้านได้ และส่งงานทางระบบออนไลน์ คือ ทางอีเมล์หรือ LINE, WECHAT ทำให้จำกัดความเสียหายของแต่ละบริษัทได้ดีขึ้น และยังทำให้ระบบเศรษฐกิจยังพอขับเคลื่อนได้อยู่ ไม่ว่าจะทั้งในและต่างประเทศ เพียงแค่ต่อระบบอินเทอร์เน็ต คุณก็สามารถที่จะทำงานได้แล้ว

การโอนเงินผ่านมือถือ

การโอนเงินผ่าน internet banking หรือพร้อมเพย์ เป็นตัวช่วยในการลดโอกาสติดเชื้อจากการสัมผัสธนบัตรและเหรียญ ที่เชื้อสามารถมีชีวิตอยู่ได้บนวัสดุเหล่านั้นนานหลายชั่วโมง หากต้องมีธุรกรรมทางการเงิน แนะนำให้ใช้บริการ Internet Banking ของธนาคารต่าง ๆ จะได้รับทั้งความสะดวก และลดความจำเป็นในการต้องเดินทางออกนอกบ้านไปธนาคารตามสาขาต่าง ๆ หรือที่อยู่ในห้างสรรพสินค้า จึงลดโอกาสที่จะนำเชื้อติดกลับมาสู่คนในบ้านได้อีกด้วย

ใช้โดรนในการพ่นสารเคมีฆ่าเชื้อ

ในหลายประเทศนั้นจะมีการจำกัดไม่ให้ผู้คนออกมานอกพื้นที่ และจะใช้เครื่องร่อนควบคุมได้ผ่านทางไกลหรือโดรนขนส่งน้ำยาฆ่าเชื้อ เพื่อพ่นตามจุดพื้นที่เสี่ยงต่าง ๆ ช่วยลดการใช้บุคลากรในการเข้าไปทำความสะอาด ที่อาจเสี่ยงติดเชื้อกลับมาได้ นับว่าเป็นเทคโนโลยีที่นำมาปรับใช้ในสถานการณ์คับขันได้อย่างดีมาก

ใช้หุ่นยนต์ AI

ปัจจุบันมีการใช้หุ่นยนต์ในโรงพยาบาลช่วยดูแลคนไข้ ช่วยจ่ายยา รวมถึงใช้ในการส่งอาหารและบริหารจัดการด้านขยะ ที่อาจจะมีการติดเชื้อปนเปื้อนของโควิด-19 ด้วย ตัวอย่างที่เห็นชัดเจน คือ หุ่นยนต์สำหรับการฆ่าเชื้อโรคในประเทศจีน ที่จะต้องเข้าไปในห้องที่มีการปล่อยรังสียูวี UV แทนการใช้คน

ใช้แอปพลิเคชันสั่งอาหาร

เนื่องจากร้านค้าจำนวนมากต้องปฏิบัติตามนโยบายของรัฐ คือ ไม่อนุญาตให้นั่งรับประทานที่ร้าน การสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันจึงเป็นวิธีที่สะดวกและตอบโจทย์มากที่สุดในขณะนี้

จะเห็นได้ว่า เทคโนโลยีนั้นเป็นสิ่งที่นำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างดี โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีโรคระบาดเช่นนี้ และเรายังได้เห็นความร่วมมือร่วมใจทั้งในและต่างประเทศในการช่วยกันนำเทคโนโลยีและวิทยาการใหม่ ๆ มาเป็นตัวช่วยในการควบคุมโรคมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย

เทคโนโลยีที่ใช้ในช่วงสถานการณ์โควิด-19

เทคโนโลยี ที่จะเข้ามาทำให้โลกหมุนเร็วขึ้นในปี 2020

เทคโนโลยี ที่จะเข้ามาทำให้โลกหมุนเร็วขึ้นในปี 2020

มาถึงปี 2020 แล้ว มีหลายสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศของเราและต่างประเทศมากมายเลยทีเดียว โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ทำให้ใครหลายคนแทบจะตามไม่ทัน วันนี้เราจึงมาแอบกระซิบบอกคุณให้เตรียมความพร้อมรับมือกับโลกที่จะหมุนเร็วขึ้นด้วย 7 เทคโนโลยีนี้

7 เทคโนโลยี ที่ล้ำสมัย

คลื่นอินเทอร์เน็ต 5G ที่จะมาแทนที่ 4G : ต้นปี 2020 นี้ประเทศไทยของเรากำลังพัฒนาระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตให้เข้าสู่ระบบ 5G แล้ว ซึ่งจะทำให้การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเร็วขึ้นเป็นหลายเท่าตัว และยังทำให้เกิดการแข่งขันกันบนโลกออนไลน์ที่ดุเดือดมากขึ้น

เพิ่มศักยภาพในการรักษาด้วย medical upgrade : คำทำนายที่ว่าคนเราจะมีอายุยืนยาวขึ้นนั้นอาจกลายเป็นเรื่องจริง เพราะวงการแพทย์สามารถใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ตัวอย่างเช่น การใช้เทคโนโลยีการพิมพ์แบบ 3D เพื่อจำลองดวงตาของคนไข้เพื่อให้การผ่าตัดแม่นยำมากขึ้น

มีการผลิตสินค้าแบบ autonomous ในหลายอุตสาหกรรมมากขึ้น : สินค้า autonomous หรือ สินค้าที่สามารถทำงานได้ด้วยตัวเองโดยที่มนุษย์ไม่จำเป็นต้องควบคุมนั้น จะมีมากขึ้นในปี 2020 เช่น รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมีคนขับ เครื่องดูดฝุ่นภายในบ้านที่คนไม่ต้องจับ

เกิดการผสมผสานเทคโนโลยี DARQ : ปี 2020 นี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่มีการนำเอาเทคโนโลยี DARQ หรือ distributed ledger technologies, artificial intelligence, extended reality และ quantum computing มาใช้ผสมผสานกันจนทำให้เกิดการวิเคราะห์ข้อมูลและประมวลผลออกมาเพื่อใช้แก้ปัญหาต่าง ๆ ได้

Data policing ที่เข้มข้นขึ้นกว่าเดิม : คุณอาจยังไม่รู้ว่าบนโลกออนไลน์นั้นมีข้อมูลไหลเวียนอยู่มากมายมหาศาล และยากที่จะจินตนาการว่ามีจำนวนมากเท่าใด ซึ่งในปี 2020 นี้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมระบบธนาคาร รวมถึงระบบการค้าจะนำข้อมูลเหล่านั้นมาประมวลผลเพื่อวิเคราะห์ออกมาว่าจะเข้าถึงและสื่อสารไปยังผู้บริโภคให้แม่นยำมากขึ้นได้อย่างไรบ้าง

ระบบ automation บน platform : ระบบการค้าขายจะง่ายมากขึ้นและรวดเร็วมากขึ้นด้วยการใช้ automation เข้ามาเป็นเครื่องมือ เช่น Amazon Go ที่นำ automation เข้ามาใช้ในการชำระเงิน โดยลูกค้าสามารถผูกบัญชีธนาคารเอาไว้เพื่อจ่ายเงินในแอปพลิเคชันได้เลยทันที โดยไม่ต้องเปิดแอปพลิเคชันของธนาคารไปมา

บนโลกจะมีสินค้า AI มากขึ้น : ปัจจุบันบนโลกของเรามีสินค้าประเภท AI มากขึ้น โดยประเทศที่เปิดตัวสินค้าบางชนิดไปแล้ว มีหลายประเทศเลยทีเดียว เช่น ประเทศจีนที่สร้างหุ่นยนต์ผู้ประกาศข่าว AI ออกมาเพื่อใช้แทนที่ผู้ประกาศข่าวที่เป็นมนุษย์

การที่โลกหมุนเร็วขึ้นและดูเหมือนทุกอย่างจะใกล้ตัวเรามากขึ้นนั้น เป็นทั้งวิกฤตสำหรับคนที่ไม่มีการเตรียมความพร้อม แต่ก็เป็นโอกาสสำหรับคนที่ตั้งมือรับกับสถานการณ์และความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น แล้วคุณพร้อมที่จะรับมือกับโลกที่กำลังจะหมุนเร็วขึ้นแล้วหรือยัง

7 เทคโนโลยี ที่ล้ำสมัย

รวม 3 เทคโนโลยีสุดล้ำมาแรงปี 2020 ที่ทุกคนต้องว้าว

รวม 3 เทคโนโลยีสุดล้ำมาแรงปี 2020 ที่ทุกคนต้องว้าว

เชื่อว่าทุกคนคงรู้กันดีอยู่แล้วว่า ‘เทคโนโลยี’ เป็นสิ่งหนึ่งที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยอยู่ในรูปแบบของนวัตกรรมและอุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ ที่ในชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยให้มนุษย์ใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายไร้ข้อจำกัดมากขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้บริษัท องค์กร และหน่วยงานจากหลาย ๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็น จีน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี เยอรมนี อิสราเอล รวมทั้งประเทศไทยด้วย ต่างพยายามแข่งขันกันพัฒนาและสรรค์สร้างเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างตลอดเวลา ทำให้ในแต่ปีมีเทคโนโลยีสุดล้ำออกมาตอบสนองความต้องการของมนุษย์มากมาย แต่เทคโนโลยีสุดล้ำแบบไหนจะมาแรงในปี 2020 บ้างนั้น วันนี้เรามีคำตอบมาฝาก รับรองว่ารู้แล้วทุกคนต้องร้องว้าวอย่างแน่นอน

เทคโนโลยีสุดล้ำที่มาแรง 2020

ดวงอาทิตย์จำลองหรือเครื่องโทคาแมค : ใครจะไปคิดว่าอยู่ดี ๆ จะมีคนคิดทำดวงอาทิตย์ขึ้นบนโลก ซึ่งบอกเลยว่าคนที่คิดเรื่องนี้ได้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นเจ้าเทคโนโลยีโลกในปัจจุบันอย่าง ประเทศจีน โดยมีการเปิดเผยเทคโนโลยีชิ้นนี้เมื่อช่วงปลายปี 2019 จากสถาบันวิทยาศาสตร์กายภาพเหอเฟย ทดลองด้วยเครื่องปฏิกรณ์แบบโทคาแมค (EAST – Experimental Advanced Superconducting Tokamak) ที่ทำให้อิเล็กตรอนมีระดับความร้อนสูงถึง 100 ล้านองศาเซลเซียส ร้อนกว่าดวงอาทิตย์จริง ๆ ถึง 6 เท่า สำหรับการใช้งานจริงมีการคาดการณ์ว่าจะเริ่มเดินเครื่องได้ในปี 2020

รถยนต์อัจฉริยะ : ต้องยอมรับว่าเราว่าได้ยินเรื่องเกี่ยวกับรถยนต์อัจฉริยะแบบวิ่งเองมานานโดยไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นจริงเมื่อไหร่ แต่ปัจจุบันเหมือนว่าความฝันของหลายคนกำลังค่อย ๆ เกิดขึ้นจริง เพราะปีนี้ได้มีการคาดการณ์ว่าบริษัทเทสล่าจะมีการพัฒนารถยนต์ขับเคลื่อนเองได้ 100% ออกมาใช้งานจริงบนท้องถนน ในขณะเดียวกันก็มีข่าวออกมาเรื่อย ๆ ว่าบริษัทผู้ผลิตรถยนต์อื่น ๆ มีการเตรียมพัฒนาติดตั้งระบบอัตโนมัติ อย่างการตรวจจับชีพจร เบรกอัตโนมัติ สลับเลนเองในเครื่องยนต์ ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยให้การขับขี่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้นเทคโนโลยีสุดล้ำที่มาแรง 2020

อุปกรณ์ผสมเครื่องสำอาง : สำหรับเทคโนโลยีสุดท้ายบอกเลยว่าออกแบบมาเพื่อเอาใจสาว ๆ โดยเฉพาะ เพราะเทคโนโลยีนี้คือ Perso จากลอรีอัล กรุ๊ป อุปกรณ์ผสมครีมทาบำรุงผิว ลิปสติก และครีมรองพื้นที่ด้วยการเชื่อมต่อกับเทคโนโลยี AI ที่จะนำข้อมูลสภาพผิวปัจจุบัน สภาพอากาศ มลภาวะ หรือแม้กระทั่งเทรนด์การแต่งหน้าในตอนนั้นมาวิเคราะห์และผสมครีมที่เหมาะสมกับสภาพผู้ใช้งานแต่ละคน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่สาว ๆ หลายคนจะรอให้ Perso วางขายจริงอย่างใจจดใจจ่อ

เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับ รวม 3 เทคโนโลยีสุดล้ำมาแรงในปี 2020 ที่เรานำมาฝากกันวันนี้ เรียกได้ว่าแต่ละเทคโนโลยีนั้นทั้งล้ำยุคทันสมัยและมีประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติแทบทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามทุกเทคโนโลยีย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป เพราะฉะนั้นหน้าที่ของเราคือ ศึกษาและหยิบด้านที่มีประโยชน์มาใช้งาน เท่านี้ก็ทำให้เราสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว

รวม 5 เทคโนโลยีสุดล้ำจากภาพยนตร์ชื่อดังที่เกิดขึ้นจริงแล้วตอนนี้

เทคโนโลยีสุดล้ำจากภาพยนตร์ชื่อดังที่เกิดขึ้นจริงแล้วตอนนี้

ต้องยอมรับว่านอกจากเนื้อเรื่องที่น่าติดตามและฉากสุดอลังการ อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้คนจำนวนมากชื่นชอบหนัง Sci-fi หรือหนังแนววิทยาศาสตร์เป็นพิเศษคือ เทคโนโลยีสุดล้ำเหนือจินตนาการที่ทำให้หลายคนถึงกับอ้าปากค้างตอนที่ดูภาพยนตร์เป็นครั้งแรก ซึ่งแน่นอนว่าคนส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าเทคโนโลยีแบบในภาพยนตร์ไม่มีทางเกิดขึ้นจริงได้อย่างแน่นอน แต่อย่างไรก็ตามด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในยุคปัจจุบัน ทำให้หลาย ๆ เทคโนโลยีที่เคยเห็นแค่ในจอเงินสามารถเกิดขึ้นจริงแล้วตอนนี้ แต่จะมีเทคโนโลยีสุดล้ำจากหนังดังเรื่องไหนบ้างนั้น วันนี้เรามีคำตอบดี ๆ มาฝาก

เทคโนโลยีสุดล้ำจากหนังดัง

เทคโนโลยีการปล่อยยานอวกาศจากหนังเรื่อง Woman in the Moon ปี 1920 แน่นอนว่าการปล่อยดาวเทียมอาจไม่ใช่เรื่องแปลกของคนยุคนี้ แต่ถ้าย้อนกลับในปี ค.ศ. 1929 ตรงกับ พ.ศ. 2472 ของไทย บอกเลยว่าล้ำสุด ๆ เพราะดาวเทียมดาวแรกของโลกที่ชื่อ Sputnik 1 ของสหภาพโซเวียตถูกปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศในปี ค.ศ. 1957 คิดดูเถอะว่าถ้าเราเป็นคนยุคนั้นที่กำลังนั่งดูหนังเรื่องนี้อยู่จะตื่นเต้นขนาดไหน

เทคโนโลยี GPS จากหนังเรื่อง James Bond 007 ภาค 3 Goldfinger ปี 1964 ถ้าพูดเทคโนโลยีมั่นใจเลยว่าหลายคนต้องนึกถึงหนังเรื่อง James Bond 007 เพราะไม่ว่าจะภาคไหนยอดสายลับ 007 ก็มักจะมีลูกเล่นใหม่ ๆ มาให้ทุกคนได้ทึ่งอยู่เสมอ แต่สำหรับเทคโนโลยีสุดล้ำที่เกิดขึ้นจริงและมีประโยชน์ในชีวิตประจำวันของทุกคนในปัจจุบันคือ เทคโนโลยีระบุพิกัดฐานที่ตั้งของศัตรูที่อยู่ในหนังภาค 3 Goldfinger ที่ตอนนี้เทียบเคียงได้กับเทคโนโลยี GPS (Global Positioning System) ที่ใช้กันอยู่ตอนนี้

เทคโนโลยีแท็บเล็ตคอมพิวเตอร์จากหนังเรื่อง 2001: A Space Odyssey ปี 1968 หากไปถามคุณทวดที่เคยดูหนังเรื่องนี้เมื่อกว่า 50 ปีก่อน คงไม่มีใครคิดว่าเทคโนโลยีนี้จะเกิดขึ้นจริงในอนาคต จนกระทั่ง Apple ผลิต iPad ออกมาในปี 2010 ซึ่งเหมือนกับแท็บเล็ตคอมพิวเตอร์ในหนังเรื่องนี้ไม่มีผิดเพี้ยน เพราะถึงแม้สมัยนั้นจะมีประดิษฐ์คอมพิวเตอร์ใช้งานได้แล้วแต่ก็ยังเป็นเครื่องที่มีขนาดใหญ่The Search for Spock

เทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือ ในหนัง Star Trek 3 ภาค The Search for Spock ในปี 1984 Star Trek นับว่าเป็นหนังอวกาศที่ครองในผู้คนมาอย่างยาวนาน เพราะได้รับความนิยมทั้งรูปแบบซีรีส์และภาพยนตร์ แม้จะผ่านการรีเมคมาหลายเวอร์ชั่น สำหรับเทคโนโลยีที่ปรากฏในหนังเรื่องนี้แล้วเกิดขึ้นจริงนั้น ก็ไม่ใช่เทคโนโลยีไหน แต่เป็นเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือแบบฝาพับที่วัยรุ่นยุค 2000 ต้องเคยผ่านการใช้งานกันนั่นเอง

เทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับจากหนังเรื่อง Total Recall ในปี 1990 สำหรับเทคโนโลยีที่น่าทึ่งอีกอย่างหนึ่งก็คือ เทคโนโลยีรถยนต์แบบไม่มีคนขับ คนขับที่ปรากฏในหนังเรื่อง Total Recall ที่นำแสดงโดยอาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ ซึ่งถึงตอนนี้จะยังไม่เห็นรถยนต์ไร้คนขับบนท้องถนนจริง ๆ แต่ปัจจุบันนี้ก็มีการปล่อยข่าวออกมาเป็นระยะ ๆ ว่าเทคโนโลยีนี้กำลังอยู่ในระหว่างการทดสอบและพัฒนา ทำให้มั่นใจเลยว่าอีกไม่นานเทคโนโลยีนี้ต้องเป็นจริงอย่างแน่นอน

เป็นอย่างไรบ้างสำหรับ 5 เทคโนโลยีสุดล้ำจากภาพยนตร์ชื่อดังที่เกิดขึ้นจริงที่เรานำมาฝาก เรียกได้ว่าต้องชื่นชมทั้งจิตนาการของคนทำหนังและความเฉลียวฉลาดของนักประดิษฐ์ที่พัฒนาจนเทคโนโลยีเหล่านี้เกิดขึ้นจริง ทำให้คนยุคนี้ใช้ชีวิตสะดวกสบายในทุก ๆ ด้าน

เทรนด์เทคโนโลยี 2020 ที่จะเกี่ยวข้องกับตัวคุณ

เทรนด์เทคโนโลยี 2020 ที่จะเกี่ยวข้องกับตัวคุณ

เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวในยุค 2020 ทั้งที่เกี่ยวข้องกับโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ รถยนต์ ของใช้ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เรามาดูกันว่าเทรนด์ในปี 2020 คุณจะเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีด้านใดบ้าง

รวมเทรนด์ในปี 2020

Hyperautomation : เป็นระบบการควบคุมแบบอัตโนมัติที่เทคโนโลยีหรือระบบคอมพิวเตอร์อัจฉริยะมีส่วนร่วมในการให้คนตัดสินใจสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างดียิ่งขึ้น เช่น การขับรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ การควบคุมระบบขนส่งสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้า รถใต้ดิน ฯลฯ ซึ่งจะมีระบบการประมวลผลและตัดสินใจที่ละเอียด ทำให้คุณลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ดีขึ้น

Multiexperience : เป็นการสร้างประสบการณ์ที่แปลกใหม่ให้กับผู้คน เช่น จากเดิมที่เราต้องเลือกสินค้า เช่น รองเท้ากีฬาให้เหมาะสมกับตัวเองด้วยการลองที่ร้านและส่องกระจกจริง ๆ ก็กลายเป็นมีเทคโนโลยีมาช่วยให้การเลือกตัดสินใจดียิ่งขึ้น ผ่านระบบภาพเสมือน ซึ่งคุณจะได้สัมผัสกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ผ่านระบบเซ็นเซอร์ที่ช่วยประมวลผลให้แก่ผู้ใช้งานรายบุคคลมากยิ่งขึ้น และเทคโนโลยีด้านนี้ยังใช้เพื่อการสร้างความสมจริงในการเล่นเกมส์อีสปอร์ตหรือเกมส์ออนไลน์ชั้นนำด้วย

Democratization : เป็นกระบวนการเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างมีอิสระ โดยไม่จำเป็นจะต้องเข้าคอร์สเรียนอบรมอย่างแต่ก่อน เช่น ศึกษาด้านการพัฒนาแอปพลิเคชั่นโทรศัพท์มือถือ การวิเคราะห์ข้อมูลในระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะมีระบบคอมพิวเตอร์อัจฉริยะหรือ AI ที่ถูกออกแบบมาอย่างดี ช่วยในการนำเสนอข้อมูล เพื่อการพัฒนาตัวคุณและเว็บไซต์ทางธุรกิจที่คุณดูแลอยู่ได้ดียิ่งขึ้น เป็นการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาในเชิงลึกให้ทัดเทียมกับผู้อื่นรวมเทรนด์ในปี 2020

Transparency : หมายถึงระบบความโปร่งใสในการใช้และส่งผ่านข้อมูล ที่ผ่านมาเราจะเห็นได้ว่ามีข่าวสารทั้งที่เป็นความจริงและเป็นเรื่องเท็จที่สร้างความปลุกปั่นให้สังคมวุ่นวายมากมาย ซึ่งมักถูกส่งต่อในโลกออนไลน์ผ่านอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ ต่อไปเทคโนโลยีจะช่วยในการควบคุมและตรวจสอบฐานข้อมูล เพื่อควบคุมด้านศีลธรรมของผู้คน ในการทำงานด้านสื่อข่าวสารและการโพสต์ข้อความรูปภาพต่าง ๆ อย่างมีความรับผิดชอบมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ทุกคนในสังคมได้บริโภคข่าวสารที่เป็นความจริงและเป็นประโยชน์

Distributed cloud : เป็นระบบการเข้าถึงแหล่งเก็บข้อมูลบนโลกอินเทอร์เน็ตส่วนบุคคล หรือที่เรียกว่าคลาวด์ ซึ่งจะทำให้ทุกคนสามารถที่จะเก็บข้อมูลของตัวเองได้อย่างปลอดภัย และได้พื้นที่ความจุในปริมาณที่มากขึ้นกว่าเดิม ภายใต้ค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม โดยในอนาคตเชื่อว่าความนิยมในการใช้บริการ Cloud แบบจ่ายค่าบริหารดูแลรายปี จะมีมากขึ้นทั่วโลก

จะเห็นได้ว่า เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้คนมากยิ่งขึ้น เราหวังว่าบทความนี้จะเป็นข้อมูลที่ดีที่ให้ทุกท่านได้นำไปศึกษาต่อ และปรับตัวให้เข้ากับความก้าวหน้าของระบบไอทีต่อไป