เทคโนโลยีมีประโยชน์อย่างไรในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19

เทคโนโลยีมีประโยชน์อย่างไรในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19

ปัจจุบันเรากำลังอยู่ในช่วงที่มีภาวะระบาดของโควิด-19 เราจึงต้องมีการปรับตัวในหลายด้าน และในส่วนของการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อการควบคุมโรคนี้ในช่วงสถานการณ์คับขันก็มีประโยชน์อย่างมาก เรามาดูกันว่ามีการใช้เทคโนโลยีในประเด็นใดบ้าง เพื่อรับมือกับสถานการณ์โรคร้ายนี้

เทคโนโลยีที่ใช้ในช่วงสถานการณ์โควิด-19

การทำงานจากบ้าน work at home

เทคโนโลยีช่วยในการทำงานจากที่บ้านผ่านระบบอินเทอร์เน็ต เป็นช่องทางสำคัญที่ทำให้ทุกคนสามารถที่จะสร้างรายได้จากที่บ้านได้ และส่งงานทางระบบออนไลน์ คือ ทางอีเมล์หรือ LINE, WECHAT ทำให้จำกัดความเสียหายของแต่ละบริษัทได้ดีขึ้น และยังทำให้ระบบเศรษฐกิจยังพอขับเคลื่อนได้อยู่ ไม่ว่าจะทั้งในและต่างประเทศ เพียงแค่ต่อระบบอินเทอร์เน็ต คุณก็สามารถที่จะทำงานได้แล้ว

การโอนเงินผ่านมือถือ

การโอนเงินผ่าน internet banking หรือพร้อมเพย์ เป็นตัวช่วยในการลดโอกาสติดเชื้อจากการสัมผัสธนบัตรและเหรียญ ที่เชื้อสามารถมีชีวิตอยู่ได้บนวัสดุเหล่านั้นนานหลายชั่วโมง หากต้องมีธุรกรรมทางการเงิน แนะนำให้ใช้บริการ Internet Banking ของธนาคารต่าง ๆ จะได้รับทั้งความสะดวก และลดความจำเป็นในการต้องเดินทางออกนอกบ้านไปธนาคารตามสาขาต่าง ๆ หรือที่อยู่ในห้างสรรพสินค้า จึงลดโอกาสที่จะนำเชื้อติดกลับมาสู่คนในบ้านได้อีกด้วย

ใช้โดรนในการพ่นสารเคมีฆ่าเชื้อ

ในหลายประเทศนั้นจะมีการจำกัดไม่ให้ผู้คนออกมานอกพื้นที่ และจะใช้เครื่องร่อนควบคุมได้ผ่านทางไกลหรือโดรนขนส่งน้ำยาฆ่าเชื้อ เพื่อพ่นตามจุดพื้นที่เสี่ยงต่าง ๆ ช่วยลดการใช้บุคลากรในการเข้าไปทำความสะอาด ที่อาจเสี่ยงติดเชื้อกลับมาได้ นับว่าเป็นเทคโนโลยีที่นำมาปรับใช้ในสถานการณ์คับขันได้อย่างดีมาก

ใช้หุ่นยนต์ AI

ปัจจุบันมีการใช้หุ่นยนต์ในโรงพยาบาลช่วยดูแลคนไข้ ช่วยจ่ายยา รวมถึงใช้ในการส่งอาหารและบริหารจัดการด้านขยะ ที่อาจจะมีการติดเชื้อปนเปื้อนของโควิด-19 ด้วย ตัวอย่างที่เห็นชัดเจน คือ หุ่นยนต์สำหรับการฆ่าเชื้อโรคในประเทศจีน ที่จะต้องเข้าไปในห้องที่มีการปล่อยรังสียูวี UV แทนการใช้คน

ใช้แอปพลิเคชันสั่งอาหาร

เนื่องจากร้านค้าจำนวนมากต้องปฏิบัติตามนโยบายของรัฐ คือ ไม่อนุญาตให้นั่งรับประทานที่ร้าน การสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันจึงเป็นวิธีที่สะดวกและตอบโจทย์มากที่สุดในขณะนี้

จะเห็นได้ว่า เทคโนโลยีนั้นเป็นสิ่งที่นำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างดี โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีโรคระบาดเช่นนี้ และเรายังได้เห็นความร่วมมือร่วมใจทั้งในและต่างประเทศในการช่วยกันนำเทคโนโลยีและวิทยาการใหม่ ๆ มาเป็นตัวช่วยในการควบคุมโรคมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย

เทคโนโลยีที่ใช้ในช่วงสถานการณ์โควิด-19

เทคโนโลยี ที่จะเข้ามาทำให้โลกหมุนเร็วขึ้นในปี 2020

เทคโนโลยี ที่จะเข้ามาทำให้โลกหมุนเร็วขึ้นในปี 2020

มาถึงปี 2020 แล้ว มีหลายสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศของเราและต่างประเทศมากมายเลยทีเดียว โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ทำให้ใครหลายคนแทบจะตามไม่ทัน วันนี้เราจึงมาแอบกระซิบบอกคุณให้เตรียมความพร้อมรับมือกับโลกที่จะหมุนเร็วขึ้นด้วย 7 เทคโนโลยีนี้

7 เทคโนโลยี ที่ล้ำสมัย

คลื่นอินเทอร์เน็ต 5G ที่จะมาแทนที่ 4G : ต้นปี 2020 นี้ประเทศไทยของเรากำลังพัฒนาระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตให้เข้าสู่ระบบ 5G แล้ว ซึ่งจะทำให้การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเร็วขึ้นเป็นหลายเท่าตัว และยังทำให้เกิดการแข่งขันกันบนโลกออนไลน์ที่ดุเดือดมากขึ้น

เพิ่มศักยภาพในการรักษาด้วย medical upgrade : คำทำนายที่ว่าคนเราจะมีอายุยืนยาวขึ้นนั้นอาจกลายเป็นเรื่องจริง เพราะวงการแพทย์สามารถใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ตัวอย่างเช่น การใช้เทคโนโลยีการพิมพ์แบบ 3D เพื่อจำลองดวงตาของคนไข้เพื่อให้การผ่าตัดแม่นยำมากขึ้น

มีการผลิตสินค้าแบบ autonomous ในหลายอุตสาหกรรมมากขึ้น : สินค้า autonomous หรือ สินค้าที่สามารถทำงานได้ด้วยตัวเองโดยที่มนุษย์ไม่จำเป็นต้องควบคุมนั้น จะมีมากขึ้นในปี 2020 เช่น รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมีคนขับ เครื่องดูดฝุ่นภายในบ้านที่คนไม่ต้องจับ

เกิดการผสมผสานเทคโนโลยี DARQ : ปี 2020 นี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่มีการนำเอาเทคโนโลยี DARQ หรือ distributed ledger technologies, artificial intelligence, extended reality และ quantum computing มาใช้ผสมผสานกันจนทำให้เกิดการวิเคราะห์ข้อมูลและประมวลผลออกมาเพื่อใช้แก้ปัญหาต่าง ๆ ได้

Data policing ที่เข้มข้นขึ้นกว่าเดิม : คุณอาจยังไม่รู้ว่าบนโลกออนไลน์นั้นมีข้อมูลไหลเวียนอยู่มากมายมหาศาล และยากที่จะจินตนาการว่ามีจำนวนมากเท่าใด ซึ่งในปี 2020 นี้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมระบบธนาคาร รวมถึงระบบการค้าจะนำข้อมูลเหล่านั้นมาประมวลผลเพื่อวิเคราะห์ออกมาว่าจะเข้าถึงและสื่อสารไปยังผู้บริโภคให้แม่นยำมากขึ้นได้อย่างไรบ้าง

ระบบ automation บน platform : ระบบการค้าขายจะง่ายมากขึ้นและรวดเร็วมากขึ้นด้วยการใช้ automation เข้ามาเป็นเครื่องมือ เช่น Amazon Go ที่นำ automation เข้ามาใช้ในการชำระเงิน โดยลูกค้าสามารถผูกบัญชีธนาคารเอาไว้เพื่อจ่ายเงินในแอปพลิเคชันได้เลยทันที โดยไม่ต้องเปิดแอปพลิเคชันของธนาคารไปมา

บนโลกจะมีสินค้า AI มากขึ้น : ปัจจุบันบนโลกของเรามีสินค้าประเภท AI มากขึ้น โดยประเทศที่เปิดตัวสินค้าบางชนิดไปแล้ว มีหลายประเทศเลยทีเดียว เช่น ประเทศจีนที่สร้างหุ่นยนต์ผู้ประกาศข่าว AI ออกมาเพื่อใช้แทนที่ผู้ประกาศข่าวที่เป็นมนุษย์

การที่โลกหมุนเร็วขึ้นและดูเหมือนทุกอย่างจะใกล้ตัวเรามากขึ้นนั้น เป็นทั้งวิกฤตสำหรับคนที่ไม่มีการเตรียมความพร้อม แต่ก็เป็นโอกาสสำหรับคนที่ตั้งมือรับกับสถานการณ์และความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น แล้วคุณพร้อมที่จะรับมือกับโลกที่กำลังจะหมุนเร็วขึ้นแล้วหรือยัง

7 เทคโนโลยี ที่ล้ำสมัย

รวม 3 เทคโนโลยีสุดล้ำมาแรงปี 2020 ที่ทุกคนต้องว้าว

รวม 3 เทคโนโลยีสุดล้ำมาแรงปี 2020 ที่ทุกคนต้องว้าว

เชื่อว่าทุกคนคงรู้กันดีอยู่แล้วว่า ‘เทคโนโลยี’ เป็นสิ่งหนึ่งที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยอยู่ในรูปแบบของนวัตกรรมและอุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ ที่ในชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยให้มนุษย์ใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายไร้ข้อจำกัดมากขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้บริษัท องค์กร และหน่วยงานจากหลาย ๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็น จีน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี เยอรมนี อิสราเอล รวมทั้งประเทศไทยด้วย ต่างพยายามแข่งขันกันพัฒนาและสรรค์สร้างเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างตลอดเวลา ทำให้ในแต่ปีมีเทคโนโลยีสุดล้ำออกมาตอบสนองความต้องการของมนุษย์มากมาย แต่เทคโนโลยีสุดล้ำแบบไหนจะมาแรงในปี 2020 บ้างนั้น วันนี้เรามีคำตอบมาฝาก รับรองว่ารู้แล้วทุกคนต้องร้องว้าวอย่างแน่นอน

เทคโนโลยีสุดล้ำที่มาแรง 2020

ดวงอาทิตย์จำลองหรือเครื่องโทคาแมค : ใครจะไปคิดว่าอยู่ดี ๆ จะมีคนคิดทำดวงอาทิตย์ขึ้นบนโลก ซึ่งบอกเลยว่าคนที่คิดเรื่องนี้ได้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นเจ้าเทคโนโลยีโลกในปัจจุบันอย่าง ประเทศจีน โดยมีการเปิดเผยเทคโนโลยีชิ้นนี้เมื่อช่วงปลายปี 2019 จากสถาบันวิทยาศาสตร์กายภาพเหอเฟย ทดลองด้วยเครื่องปฏิกรณ์แบบโทคาแมค (EAST – Experimental Advanced Superconducting Tokamak) ที่ทำให้อิเล็กตรอนมีระดับความร้อนสูงถึง 100 ล้านองศาเซลเซียส ร้อนกว่าดวงอาทิตย์จริง ๆ ถึง 6 เท่า สำหรับการใช้งานจริงมีการคาดการณ์ว่าจะเริ่มเดินเครื่องได้ในปี 2020

รถยนต์อัจฉริยะ : ต้องยอมรับว่าเราว่าได้ยินเรื่องเกี่ยวกับรถยนต์อัจฉริยะแบบวิ่งเองมานานโดยไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นจริงเมื่อไหร่ แต่ปัจจุบันเหมือนว่าความฝันของหลายคนกำลังค่อย ๆ เกิดขึ้นจริง เพราะปีนี้ได้มีการคาดการณ์ว่าบริษัทเทสล่าจะมีการพัฒนารถยนต์ขับเคลื่อนเองได้ 100% ออกมาใช้งานจริงบนท้องถนน ในขณะเดียวกันก็มีข่าวออกมาเรื่อย ๆ ว่าบริษัทผู้ผลิตรถยนต์อื่น ๆ มีการเตรียมพัฒนาติดตั้งระบบอัตโนมัติ อย่างการตรวจจับชีพจร เบรกอัตโนมัติ สลับเลนเองในเครื่องยนต์ ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยให้การขับขี่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้นเทคโนโลยีสุดล้ำที่มาแรง 2020

อุปกรณ์ผสมเครื่องสำอาง : สำหรับเทคโนโลยีสุดท้ายบอกเลยว่าออกแบบมาเพื่อเอาใจสาว ๆ โดยเฉพาะ เพราะเทคโนโลยีนี้คือ Perso จากลอรีอัล กรุ๊ป อุปกรณ์ผสมครีมทาบำรุงผิว ลิปสติก และครีมรองพื้นที่ด้วยการเชื่อมต่อกับเทคโนโลยี AI ที่จะนำข้อมูลสภาพผิวปัจจุบัน สภาพอากาศ มลภาวะ หรือแม้กระทั่งเทรนด์การแต่งหน้าในตอนนั้นมาวิเคราะห์และผสมครีมที่เหมาะสมกับสภาพผู้ใช้งานแต่ละคน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่สาว ๆ หลายคนจะรอให้ Perso วางขายจริงอย่างใจจดใจจ่อ

เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับ รวม 3 เทคโนโลยีสุดล้ำมาแรงในปี 2020 ที่เรานำมาฝากกันวันนี้ เรียกได้ว่าแต่ละเทคโนโลยีนั้นทั้งล้ำยุคทันสมัยและมีประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติแทบทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามทุกเทคโนโลยีย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป เพราะฉะนั้นหน้าที่ของเราคือ ศึกษาและหยิบด้านที่มีประโยชน์มาใช้งาน เท่านี้ก็ทำให้เราสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว

รวม 5 เทคโนโลยีสุดล้ำจากภาพยนตร์ชื่อดังที่เกิดขึ้นจริงแล้วตอนนี้

เทคโนโลยีสุดล้ำจากภาพยนตร์ชื่อดังที่เกิดขึ้นจริงแล้วตอนนี้

ต้องยอมรับว่านอกจากเนื้อเรื่องที่น่าติดตามและฉากสุดอลังการ อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้คนจำนวนมากชื่นชอบหนัง Sci-fi หรือหนังแนววิทยาศาสตร์เป็นพิเศษคือ เทคโนโลยีสุดล้ำเหนือจินตนาการที่ทำให้หลายคนถึงกับอ้าปากค้างตอนที่ดูภาพยนตร์เป็นครั้งแรก ซึ่งแน่นอนว่าคนส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าเทคโนโลยีแบบในภาพยนตร์ไม่มีทางเกิดขึ้นจริงได้อย่างแน่นอน แต่อย่างไรก็ตามด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในยุคปัจจุบัน ทำให้หลาย ๆ เทคโนโลยีที่เคยเห็นแค่ในจอเงินสามารถเกิดขึ้นจริงแล้วตอนนี้ แต่จะมีเทคโนโลยีสุดล้ำจากหนังดังเรื่องไหนบ้างนั้น วันนี้เรามีคำตอบดี ๆ มาฝาก

เทคโนโลยีสุดล้ำจากหนังดัง

เทคโนโลยีการปล่อยยานอวกาศจากหนังเรื่อง Woman in the Moon ปี 1920 แน่นอนว่าการปล่อยดาวเทียมอาจไม่ใช่เรื่องแปลกของคนยุคนี้ แต่ถ้าย้อนกลับในปี ค.ศ. 1929 ตรงกับ พ.ศ. 2472 ของไทย บอกเลยว่าล้ำสุด ๆ เพราะดาวเทียมดาวแรกของโลกที่ชื่อ Sputnik 1 ของสหภาพโซเวียตถูกปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศในปี ค.ศ. 1957 คิดดูเถอะว่าถ้าเราเป็นคนยุคนั้นที่กำลังนั่งดูหนังเรื่องนี้อยู่จะตื่นเต้นขนาดไหน

เทคโนโลยี GPS จากหนังเรื่อง James Bond 007 ภาค 3 Goldfinger ปี 1964 ถ้าพูดเทคโนโลยีมั่นใจเลยว่าหลายคนต้องนึกถึงหนังเรื่อง James Bond 007 เพราะไม่ว่าจะภาคไหนยอดสายลับ 007 ก็มักจะมีลูกเล่นใหม่ ๆ มาให้ทุกคนได้ทึ่งอยู่เสมอ แต่สำหรับเทคโนโลยีสุดล้ำที่เกิดขึ้นจริงและมีประโยชน์ในชีวิตประจำวันของทุกคนในปัจจุบันคือ เทคโนโลยีระบุพิกัดฐานที่ตั้งของศัตรูที่อยู่ในหนังภาค 3 Goldfinger ที่ตอนนี้เทียบเคียงได้กับเทคโนโลยี GPS (Global Positioning System) ที่ใช้กันอยู่ตอนนี้

เทคโนโลยีแท็บเล็ตคอมพิวเตอร์จากหนังเรื่อง 2001: A Space Odyssey ปี 1968 หากไปถามคุณทวดที่เคยดูหนังเรื่องนี้เมื่อกว่า 50 ปีก่อน คงไม่มีใครคิดว่าเทคโนโลยีนี้จะเกิดขึ้นจริงในอนาคต จนกระทั่ง Apple ผลิต iPad ออกมาในปี 2010 ซึ่งเหมือนกับแท็บเล็ตคอมพิวเตอร์ในหนังเรื่องนี้ไม่มีผิดเพี้ยน เพราะถึงแม้สมัยนั้นจะมีประดิษฐ์คอมพิวเตอร์ใช้งานได้แล้วแต่ก็ยังเป็นเครื่องที่มีขนาดใหญ่The Search for Spock

เทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือ ในหนัง Star Trek 3 ภาค The Search for Spock ในปี 1984 Star Trek นับว่าเป็นหนังอวกาศที่ครองในผู้คนมาอย่างยาวนาน เพราะได้รับความนิยมทั้งรูปแบบซีรีส์และภาพยนตร์ แม้จะผ่านการรีเมคมาหลายเวอร์ชั่น สำหรับเทคโนโลยีที่ปรากฏในหนังเรื่องนี้แล้วเกิดขึ้นจริงนั้น ก็ไม่ใช่เทคโนโลยีไหน แต่เป็นเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือแบบฝาพับที่วัยรุ่นยุค 2000 ต้องเคยผ่านการใช้งานกันนั่นเอง

เทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับจากหนังเรื่อง Total Recall ในปี 1990 สำหรับเทคโนโลยีที่น่าทึ่งอีกอย่างหนึ่งก็คือ เทคโนโลยีรถยนต์แบบไม่มีคนขับ คนขับที่ปรากฏในหนังเรื่อง Total Recall ที่นำแสดงโดยอาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ ซึ่งถึงตอนนี้จะยังไม่เห็นรถยนต์ไร้คนขับบนท้องถนนจริง ๆ แต่ปัจจุบันนี้ก็มีการปล่อยข่าวออกมาเป็นระยะ ๆ ว่าเทคโนโลยีนี้กำลังอยู่ในระหว่างการทดสอบและพัฒนา ทำให้มั่นใจเลยว่าอีกไม่นานเทคโนโลยีนี้ต้องเป็นจริงอย่างแน่นอน

เป็นอย่างไรบ้างสำหรับ 5 เทคโนโลยีสุดล้ำจากภาพยนตร์ชื่อดังที่เกิดขึ้นจริงที่เรานำมาฝาก เรียกได้ว่าต้องชื่นชมทั้งจิตนาการของคนทำหนังและความเฉลียวฉลาดของนักประดิษฐ์ที่พัฒนาจนเทคโนโลยีเหล่านี้เกิดขึ้นจริง ทำให้คนยุคนี้ใช้ชีวิตสะดวกสบายในทุก ๆ ด้าน

เทรนด์เทคโนโลยี 2020 ที่จะเกี่ยวข้องกับตัวคุณ

เทรนด์เทคโนโลยี 2020 ที่จะเกี่ยวข้องกับตัวคุณ

เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวในยุค 2020 ทั้งที่เกี่ยวข้องกับโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ รถยนต์ ของใช้ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เรามาดูกันว่าเทรนด์ในปี 2020 คุณจะเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีด้านใดบ้าง

รวมเทรนด์ในปี 2020

Hyperautomation : เป็นระบบการควบคุมแบบอัตโนมัติที่เทคโนโลยีหรือระบบคอมพิวเตอร์อัจฉริยะมีส่วนร่วมในการให้คนตัดสินใจสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างดียิ่งขึ้น เช่น การขับรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ การควบคุมระบบขนส่งสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้า รถใต้ดิน ฯลฯ ซึ่งจะมีระบบการประมวลผลและตัดสินใจที่ละเอียด ทำให้คุณลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ดีขึ้น

Multiexperience : เป็นการสร้างประสบการณ์ที่แปลกใหม่ให้กับผู้คน เช่น จากเดิมที่เราต้องเลือกสินค้า เช่น รองเท้ากีฬาให้เหมาะสมกับตัวเองด้วยการลองที่ร้านและส่องกระจกจริง ๆ ก็กลายเป็นมีเทคโนโลยีมาช่วยให้การเลือกตัดสินใจดียิ่งขึ้น ผ่านระบบภาพเสมือน ซึ่งคุณจะได้สัมผัสกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ผ่านระบบเซ็นเซอร์ที่ช่วยประมวลผลให้แก่ผู้ใช้งานรายบุคคลมากยิ่งขึ้น และเทคโนโลยีด้านนี้ยังใช้เพื่อการสร้างความสมจริงในการเล่นเกมส์อีสปอร์ตหรือเกมส์ออนไลน์ชั้นนำด้วย

Democratization : เป็นกระบวนการเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างมีอิสระ โดยไม่จำเป็นจะต้องเข้าคอร์สเรียนอบรมอย่างแต่ก่อน เช่น ศึกษาด้านการพัฒนาแอปพลิเคชั่นโทรศัพท์มือถือ การวิเคราะห์ข้อมูลในระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะมีระบบคอมพิวเตอร์อัจฉริยะหรือ AI ที่ถูกออกแบบมาอย่างดี ช่วยในการนำเสนอข้อมูล เพื่อการพัฒนาตัวคุณและเว็บไซต์ทางธุรกิจที่คุณดูแลอยู่ได้ดียิ่งขึ้น เป็นการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาในเชิงลึกให้ทัดเทียมกับผู้อื่นรวมเทรนด์ในปี 2020

Transparency : หมายถึงระบบความโปร่งใสในการใช้และส่งผ่านข้อมูล ที่ผ่านมาเราจะเห็นได้ว่ามีข่าวสารทั้งที่เป็นความจริงและเป็นเรื่องเท็จที่สร้างความปลุกปั่นให้สังคมวุ่นวายมากมาย ซึ่งมักถูกส่งต่อในโลกออนไลน์ผ่านอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ ต่อไปเทคโนโลยีจะช่วยในการควบคุมและตรวจสอบฐานข้อมูล เพื่อควบคุมด้านศีลธรรมของผู้คน ในการทำงานด้านสื่อข่าวสารและการโพสต์ข้อความรูปภาพต่าง ๆ อย่างมีความรับผิดชอบมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ทุกคนในสังคมได้บริโภคข่าวสารที่เป็นความจริงและเป็นประโยชน์

Distributed cloud : เป็นระบบการเข้าถึงแหล่งเก็บข้อมูลบนโลกอินเทอร์เน็ตส่วนบุคคล หรือที่เรียกว่าคลาวด์ ซึ่งจะทำให้ทุกคนสามารถที่จะเก็บข้อมูลของตัวเองได้อย่างปลอดภัย และได้พื้นที่ความจุในปริมาณที่มากขึ้นกว่าเดิม ภายใต้ค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม โดยในอนาคตเชื่อว่าความนิยมในการใช้บริการ Cloud แบบจ่ายค่าบริหารดูแลรายปี จะมีมากขึ้นทั่วโลก

จะเห็นได้ว่า เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้คนมากยิ่งขึ้น เราหวังว่าบทความนี้จะเป็นข้อมูลที่ดีที่ให้ทุกท่านได้นำไปศึกษาต่อ และปรับตัวให้เข้ากับความก้าวหน้าของระบบไอทีต่อไป

เรื่องน่ารู้ 5 เทคโนโลยีมือถือสุดล้ำที่อาจเห็นในอนาคต

เรื่องน่ารู้ 5 เทคโนโลยีมือถือสุดล้ำที่อาจเห็นในอนาคต

หากถามว่าของใช้ชิ้นไหนที่มีวิวัฒนาการมากที่สุด เชื่อว่าต้องมีไม่น้อยที่ตอบว่า ‘โทรศัพท์มือถือ’ เพราะกว่าจะมีรูปลักษณ์และเทคโนโลยีเหมือนที่ทุกคนใช้อยู่กันทุกวันนี้ก็ผ่านมาแล้วหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น แบบปุ่มกด แบบมีเสา แบบฝาพับ ฝาสไลด์ จอขาวดำ จอสี จนมาถึง ยุคสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน แต่ถึงอย่างนั้นโทรศัพท์มือถือไม่มีทีท่าว่าจะหยุดพัฒนาเลยสักนิด แถมแต่ละแบรนด์ยังขยันพัฒนาเทคโนโลยีและโทรศัพท์รุ่นใหม่ ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นวันนี้เราจึงมี 5 เทคโนโลยีมือถือสุดล้ำที่ทุกคนอาจได้เห็นในอนาคตมาเล่าสู่กันฟัง ไม่แน่ว่าคุณอาจจะมีไว้ใช้งานในอนาคตอันใกล้ก็เป็นได้

เทคโนโลยีมือถือ ในอนาคต

โทรศัพท์มือถือพับงอได้

เริ่มต้นกันด้วยโทรศัพท์มือถือที่หลายคนใฝ่ฝัน โดยเฉพาะคนที่ชอบทำโทรศัพท์มือถือหล่นตกแตกเสียหายบ่อย เพราะเจ้าเครื่องนี้มาพร้อมกับเทคโนโลยีหน้าจอ OLED ที่สามารถแสดงผลบนวัสดุที่ทำมาจากพลาสติกแทนหน้าจอแบบกระจกที่ใช้กันอยู่ตอนนี้ ทำให้นอกจากจะพับงอได้แล้ว อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญคือ โทรศัพท์รุ่นนี้ไม่มีวันตกแล้วแตกอีกด้วย

โทรศัพท์มือถือที่สามารถฉายภาพฮอโลกราฟีได้

มั่นใจว่าหลายคนคงเคยเห็นเทคโนโลยีฉายภาพฮอโลกราฟี 3 มิติจากภาพยนตร์ชื่อดังหลายเรื่อง และอดคิดไม่ได้ว่าถ้ามือถือของตัวเองทำได้แบบนี้ก็คงดีไม่น้อย ซึ่งรับรองเลยว่าอีกไม่นานเทคโนโลยีอาจเกิดขึ้นจริงก็ได้ เนื่องจากบริษัทผลิตมือถือหลายแบรนด์กำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยีนี้อย่างต่อเนื่อง

โทรศัพท์ต้นหญ้าหรือ Grass Cell Phones

สำหรับโทรศัพท์รุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ เนื่องจากโทรศัพท์ต้นหญ้าผลิตจากวัสดุจากธรรมชาติ ทำให้สามารถย่อยสลายได้เองภายในระยะเวลา 2 ปี ทำให้เหมาะสำหรับคนที่ชอบเปลี่ยนมือถือบ่อย ๆ แต่ก็ยังอยากรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อม ๆ กัน

โทรศัพท์ปากกาหรือ Pen Cell Phone

หากใครชอบมือถือเล็ก ๆ พกพาง่ายต้องถูกใจกับปากกามือถือแบบนี้แน่ ๆ เพราะโทรศัพท์รุ่นนี้มีรูปร่างและความยาวเหมือนปากกาทั่วไปที่หนุ่ม ๆ ชอบเหน็บไว้ที่กระเป๋าเสื้อเชิ้ต สำหรับโทรศัพท์มือถือจะมีตัวเลขตั้งแต่ 0-9 เรียงกันตลอดแนวด้าม จอแสดงผล Control wheel ไว้ควบคุมการทำงานของโทรศัพท์ และมีช่องใส่ MicroSD card เรียกว่าถึงจะเล็กกะทัดรัดแต่ก็ครอบคลุมทุกการใช้งาน

โทรศัพท์ข้อมือหรือ Roll Out Bracelet Cell Phone

แม้ว่าตอนนี้ Smart watch จะได้รับความนิยมมาก แต่ก็เป็นเพียงอุปกรณ์เสริมของโทรศัพท์มือถือเท่านั้น ส่วนโทรศัพท์ข้อมือนั้นเป็นโทรศัพท์มือถือจริง ๆ ที่สามารถใส่แทนนาฬิกาข้อมือได้ ตัวเรือนถูกออกแบบมาให้มีความโปร่งใสและยืดหยุ่น เวลาจะใช้งานโทรศัพท์ก็แค่ดึงหน้าจอโปร่งใสจากตัวเรือนออกมาเท่านั้น

เป็นอย่างไรบ้างสำหรับ 5 เทคโนโลยีมือถือสุดล้ำที่เรานำมาฝาก ซึ่งบอกเลยว่าอีกไม่นานเกินรอ ทุกคนต้องได้เห็นสุดยอดโทรศัพท์มือถือทั้ง 5 แบบออกวางจำหน่ายในท้องตลาดอย่างแน่นอน

โทรศัพท์ข้อมือหรือ Roll Out Bracelet Cell Phone

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีรถยนต์แบบไม่มีคนขับ

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีรถยนต์แบบไม่มีคนขับ

รถยนต์แบบไม่มีคนขับเป็นเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ที่ในช่วง 2-3 ปีนี้มีการวิจัยและสร้างรุ่นต้นแบบออกมาแล้ว และเริ่มมีการใช้การอยู่ในวงจำกัด เพื่อที่จะนำสู่การปรับปรุงแก้ไข เพื่อผลิตในภาคอุตสาหกรรม ตอบโจทย์การใช้รถยนต์ด้วยระบบไฟฟ้าในวงกว้างต่อไป เราจึงรวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีรถยนต์แบบไม่มีคนขับมาฝากกัน ดังนี้

เทคโนโลยีรถยนต์แบบไม่ต้องมีคนขับ เริ่มมาจากแนวคิดของการใช้ระบบคอมพิวเตอร์อัจฉริยะในการช่วยให้ชีวิตประจำวันของเราทุกคนง่ายขึ้นประกอบกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่รถใช้น้ำมันมีการสร้างสารพิษ เขม่าควัน และมีการใช้ทรัพยากรน้ำมัน ซึ่งมีต้นทุนสูงและนับวันก็จะหมดไปเรื่อย ๆ จึงคาดว่าจะสามารถทดแทนรุ่นที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ได้ในสัดส่วนที่มากขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการขับรถยนต์แบบไม่ต้องมีคนขับ

ลดความเสี่ยงของอุบัติเหตุ

เนื่องจากในรถจะควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์อัจฉริยะหรือ AI รุ่นใหม่ที่สามารถกำหนดความเร็ว คำนวณระยะทางและปรับทิศทางของล้อรถ ให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย ห่างจากรถคันหน้า คันหลังและด้านข้างอย่างเหมาะสมที่สุด จึงช่วยลดอุบัติเหตุไม่ทำให้เกิดการเฉี่ยวชนได้

ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม

การทำรถยนต์แบบไม่มีคนขับ มาจากการต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าแทนน้ำมันด้วย เพื่อให้เป็นเทคโนโลยีแบบที่ผู้คนทั่วโลกจะยอมรับได้ง่าย การไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับการแก้ปัญหาโลกร้อนในปัจจุบันที่ทุกองค์กรทั่วโลกกำลังรณรงค์

ช่วยให้ผู้ขับขี่สบายขึ้น

เรามักเห็นข่าวผู้ขับขี่รถยนต์หลับใน เพราะความอ่อนเพลียที่ต้องขับรถเป็นระยะทางไกลต่อเนื่อง หากเปิดใช้ระบบเทคโนโลยีอัจฉริยะในการช่วยขับรถเป็นระยะ ๆ ก็จะทำให้ลดอาการเหนื่อยเพลียและลดความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุดังกล่าวได้ โดยที่ยังสามารถไปทำงานหรือเดินทางเพื่อการท่องเที่ยวได้ตามต้องการด้วย

ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน

การที่ไม่ต้องเสียค่าน้ำมันรถยนต์ที่มีราคาแพงอีกต่อไป เพียงเติมไฟฟ้าให้กับแบตเตอร์รี่แทนเป็นระยะ ๆ ก็จะทำให้ลดค่าใช้จ่ายรายเดือนได้เป็นจำนวนมา ที่สำคัญ ในอนาคตจะมีการสร้างสถานีเติมไฟฟ้าให้รถยนต์รุ่นใหม่มากขึ้นทั่วประเทศ จึงคาดว่าต้นทุนในการชาร์จไฟฟ้าก็จะยิ่งน้อยลง ค่าใช้จ่ายในการเดินทางของครัวเรือนจึงลดลงได้อย่างมาก

อย่างไรก็ตาม การใช้รถยนต์แบบไม่มีคนขับในระยะแรกนี้อาจจะยังมีราคาสูงอยู่ และต้องนำเข้าจากต่างประเทศ อีกทั้งมีสถานีเติมไฟฟ้าที่จำกัดอยู่ในเมืองใหญ่ แต่ก็มีแนวโน้มที่จะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ๆ จะช่วยให้วิถีชีวิตของเราทุกคนง่ายขึ้นและดีต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาวด้วย

รถยนต์แบบไม่มีคนขับ

เทคโนโลยี ยุคใหม่ที่สร้างความสุขให้ผู้คน

สื่อสังคมออนไลน์

ทุกวันนี้มี เทคโนโลยี มากมายอยู่ใกล้ตัว ไม่ใช่นวัตกรรมไฮเทคที่เอื้อมไม่ถึง แต่เราสามารถใช้แอปพลิเคชันและโซเชียลมีเดียเพื่อค้นหาข้อมูลทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพ ความบันเทิง และความรู้ต่าง ๆ แทบจะไปไหนโดยไม่มีโทรศัพท์มือถือได้เลย แต่เทคโนโลยีไม่ได้ดีสำหรับทุกคน อาจก่อประเด็นปัญหามากขึ้นด้วยซ้ำ ทำให้เกิดการเปรียบเทียบฐานะทางสังคม มีการว่าร้ายและข่มขู่ทางอินเทอร์เน็ต สร้างช่องว่างระหว่างบุคคล เกิดความเหงามากขึ้น ในทางตรงกันข้ามคนเราหาความสุขจากเทคโนโลยีมือถือได้หลายรูปแบบ เราพูดคุยกับผู้คนทั่วโลกง่ายขึ้น มีแอปพลิเคชันหรือบทความออนไลน์ที่ให้ความสุขกับเราได้ทุกเวลา ถ้าเราใช้อย่างถูกวิธี เทคโนโลยีก็ไม่สามารถทำลายความสุขของเราได้

ใช้เทคโนโลยีอย่างถูกวิธี

1.สื่อสังคมออนไลน์สร้างความสุขง่าย ๆ เพราะเป็นพื้นที่ที่เราติดต่อกับเพื่อนที่อยู่ห่างไกลและคนในสังคม มีกิจกรรมทำร่วมกันบนโลกไซเบอร์ เช่น การส่งข้อความแนะนำข้อมูลส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี การระบายและปลอบทุกข์ในวันที่ยากลำบาก สื่อสังคมออนไลน์ช่วยให้คนที่มีอาการซึมเศร้าได้แสดงออกทางความคิด ความรู้สึก ค้นหาแรงบันดาลใจจากผู้อื่น ได้หัวเราะมากขึ้น และรู้สึกเหงาน้อยลง ลดความรู้สึกหดหู่ ความเครียดหรือวิตกกังวล ส่วนใหญ่จะรู้สึกดีขึ้นมาก มีส่วนน้อยที่รู้สึกแย่ลง

2.มีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ปัจจุบันมากขึ้น โดยเฉพาะการเข้าร่วมเฟซบุ๊ก ดูกิจกรรมและความเคลื่อนไหวของคนอื่น เหมาะกับคนที่ชอบแสดงความคิดเห็นและโพสต์เรื่องราวของตัวเอง แนะนำว่าคนที่มีแนวโน้มเป็นโรคซึมเศร้าหรือหดหู่ง่ายต้องทดลองดูก่อนว่าใช้แล้วอาการซึมเศร้าลดลง หรือถ้าเกิดการเปรียบเทียบกับเพื่อนหรือคนอื่นที่ติดตามที่อยู่ดีกินดีชีวิตดูเหมือนจะสมบูรณ์แบบอาจทำให้ตัวเองรู้สึกต่ำต้อย ควรเลิกใช้หรือปรับทัศคติใหม่เพื่อไม่ให้มีความรู้สึกแง่ลบกับตัวเอง

3.เทคโนโลยี ช่วยให้เข้าถึงข้อมูลสุขภาพและฝึกฝนทักษะต่าง ๆ ที่ต้องการ ทุกวันนี้เราใช้แอปพลิเคชันติดตามข้อมูลสุขภาพของตัวเองได้ทั้งระหว่างกิจกรรมการออกกำลังกายและการทำงาน เช่น นักผจญเพลิงที่ใช้แอปพลิเคชันติดตามการหายใจ จังหวะของหัวใจ ตลอดจนตรวจสภาพล้อม โดยใช้ระบบเซนเซอร์ในสมาร์ทโฟนตรวจจับอุณหภูมิ ควัน และความชื้นในแบบเรียลไทม์เพื่อส่งสัญญาณเตือนในสถานการณ์ที่เสี่ยงอันตราย มีแอปพลิเคชันควบคุมแกลอรีสำหรับคนเป็นโรคอ้วน ดูคลิปวิดีโอการออกกำลังกายเพื่อให้มีความกระตือรือร้นในการออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งหรือออกกำลังกายให้แข็งแรงมากขึ้น เทคโนโลยีสามารถตรวจสอบอารมณ์ของตัวเองช่วยให้ควบคุมความวิตกกังวลได้ดีขึ้น ฝึกหายใจเพื่อให้มีความกล้าและมีสมาธิ รู้สึกมั่นใจและตัดสินใจได้ดีขึ้น

เทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากมาย ทั้งในการค้นหาข้อมูลและการแสดงออกทางความคิดหรือแบ่งปันความรู้ ผู้คนต้องการความช่วยเหลืออาจเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการง่ายขึ้น แต่ก็ต้องตรวจสอบที่มาข้อมูลที่น่าเชื่อถือด้วย ระมัดระวังอย่าให้โซเชียลมีเดียทำลายความสุขของเรา ไตร่ตรองมองหาเฉพาะสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข สามารถใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์และมีชีวิตที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ใช้เทคโนโลยีอย่างถูกวิธี

เด็กวัยรุ่นและการใช้เทคโนโลยี มีประโยชน์อย่างไร

วัยรุ่นและการใช้เทคโนโลยี

ปัจจุบันพ่อแม่จำนวนไม่น้อยที่ทำงานหนัก จึงต้องเลี้ยงลูกโดยให้เทคโนโลยีเป็นพี่เลี้ยง เช่น โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต โทรศัพท์มือถือ ซึ่งทำให้เด็กและวัยรุ่นมีความเสี่ยงหลายอย่างมากขึ้น ซึ่งนักวิจัยได้เสนอแนะข้อที่ควรสังเกต และเตือนให้พ่อแม่ระมัดระวัง ดังนี้

1. การใช้หาข้อมูล

เด็กในวัยประถมจนกระทั่งถึงมหาวิทยาลัย มี การใช้เทคโนโลยี เพื่อการหาข้อมูลเช่น การทำรายงาน การวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสาร เศรษฐกิจสังคมและการเมือง ซึ่งจะต่อยอดจากการเรียนในชั้นเรียนได้เป็นอย่างดี แต่ก็อาจมีบางรายที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อการคัดลอกบทความเพื่อมาส่งครูเอาคะแนน ถ้าผู้ปกครองและครูไม่ได้สังเกตก็จะไม่สามารถรู้ได้ว่าผลงานนั้นมาจากความคิดวิเคราะห์ของเด็กจริง ๆ หรือมาจากการคัดลอกจากแหล่งอื่น ซึ่งจะส่งผลระยะยาวให้พฤติกรรมเด็กและวัยรุ่นคนนั้น ๆ เป็นคนที่มักง่าย และทำอะไรเพียงเพื่อที่จะได้คะแนนโดยไม่สนใจเรื่องของคุณธรรม และไม่สามารถคิดวิเคราะห์สิ่งใด ๆ ได้ด้วยตัวเอง

2. เสริมประสบการณ์นอกตำรา

ประสบการณ์รูปแบบใหม่ ๆ เช่น AR VR ในเกมส์ หรือการออกแบบวิธีการเรียนรู้แบบภาพเสมือนจริงในศาสตร์ต่าง ๆ จะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้เลียนแบบการทำงานจริง เพื่อค้นหาความถนัดตัวเองได้เร็วและง่ายขึ้น อีกทั้งยังทำให้เด็กสามารถต่อยอดการเรียนรู้สู่ชีวิตจริง เช่น เกมส์ที่สอนให้บริหารจัดการร้านอาหาร หากเด็กชอบ ผู้ปกครองอาจส่งเสริมให้เรียนคอร์สทำอาหารขนมหวาน ของคาวไทย-ฝรั่ง เพื่อก้าวสู่การเป็นเชฟมือทองต่อไป นับเป็นข้อดีของเทคโนโลยีรุ่นใหม่ทำให้เด็กและวัยรุ่นได้เรียนรู้ทักษะหลากหลาย และพบสิ่งแปลกใหม่มากกว่าการเรียนในชั้น ทำให้มีเรื่องพูดคุยกับเพื่อน เกิดปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นได้มากกว่าเด็กที่มุ่งแต่อ่านหนังสือ หรือเรียนจากห้องเรียนเพียงอย่างเดียว

3. ทำให้รู้จักผู้คนได้ทั่วโลก

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสื่อออนไลน์ใน Facebook หรือ Instagram ทำให้เด็กและวัยรุ่นพบกับคนที่ไม่เคยรู้จักตัวตนกันจริง ๆ ง่ายขึ้นมาก แม้ว่าจะอยู่คนละซีกโลก ก็สามารถที่จะทำความรู้จักกันได้ 24 ชั่วโมง ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางด้านของภาษาและวัฒนธรรมได้โดยที่ไม่ต้องเดินทางไปต่างประเทศด้วยซ้ำ ได้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการสมัครคอร์สเรียนภาษาหรือการเดินทางไปต่างประเทศได้อย่างมาก แต่ก็ทำให้เสี่ยงต่อการถูกกลุ่มมิจฉาชีพล่อลวง ให้โอนเงินเพื่อเล่นพนันออนไลน์ หรือถ่ายภาพลามกอนาจาร ที่ตามมาด้วยการล่อลวงค้ามนุษย์ หรือการทำสิ่งผิดกฎหมายรูปแบบอื่น ๆ ได้ด้วย พ่อแม่จึงต้องคอยสังเกตพฤติกรรมลูกด้วย

จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีสร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์ต่อเด็กและวัยรุ่นได้ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นช่องทางที่จะทำให้เด็กทำความผิดโดยไม่ตั้งใจ หรืออาจจะถูกกลุ่มมิจฉาชีพล่อลวงได้ ผู้ปกครองจึงต้องใส่ใจเด็กมากยิ่งขึ้นและเรียนรู้เพิ่มเติมเพื่อให้ก้าวทันเทคโนโลยีพร้อมกับบุตรหลานด้วย

เด็กวัยรุ่นและการใช้เทคโนโลยี มีประโยชน์อย่างไร

เทคนิคลดการใช้เทคโนโลยีที่มากเกินไป

เทคนิคลดการใช้เทคโนโลยีที่มากเกินไป

การใช้เทคโนโลยีผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับคนยุค 5G มีการวิจัยพบว่า คนอายุ 20-45 ปี ใช้เวลาอยู่หน้าจออุปกรณ์เทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือโทรทัศน์ การดูหนังระบบ Streaming การเล่นหุ้น ฯลฯ มากกว่า 10 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งแสดงถึงบทบาทของเทคโนโลยีในชีวิตประจำวันของเราอย่างมาก

เทคนิคลดการใช้เทคโนโลยีที่มากเกินไป เพื่อให้ชีวิตมีสมดุลมากขึ้น สามารถทำได้โดยวิธีต่อไปนี้

1. การใช้ Distraction-Free Phone

เป็นเทคนิคในลดการแจ้งเตือนต่างๆ จาก Application ในมือถือ โดยไปที่การตั้งค่า settings แล้วกด disable ที่ Application ที่ไม่จำเป็น เพื่อให้คุณมีสมาธิกับการทำงานมากขึ้น จะทำให้ได้ประสิทธิภาพของงานที่เพิ่มสูงขึ้น การทำงานต่าง ๆ มีความผิดพลาดน้อยลง และคิดงานสร้างสรรค์ได้มากกว่าเดิม

2. การตั้งค่างดการแจ้งเตือน

เมื่อเราสืบค้นข้อมูลต่างๆ ในอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือและหน้าจอคอมพิวเตอร์ จะมีระบบอัตโนมัติที่สอบถามว่า ต้องการให้มีการแจ้งเตือนหรือ Notification ทุกครั้งที่มีการอัปเดตข้อมูลใหม่ๆ ของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันเหล่านั้นหรือไม่ ควรจะทำการปิดการแจ้งเตือน เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเวลามาคอยลบ เมื่อเห็นสัญลักษณ์เป็นสีแดงที่เครื่อง ซึ่งหลายคนจะรู้สึกกังวลใจ หากไม่ได้เปิดดู การตั้งค่ายกเลิกการแจ้งเตือนไว้ จะทำให้สิ่งรบกวนลดน้อยลงได้และยังทำให้ช่วยประหยัดแบตเตอรี่และทรัพยากรของเครื่องด้วย

3. ใช้แอปพลิเคชันวิเคราะห์ตัวเอง

Application Quality Time เป็นตัวอย่างที่ดีในการวิเคราะห์ว่าคุณใช้โทรศัพท์มือถือนานเกินไปหรือไม่ เป็น Application สำหรับโทรศัพท์ระบบแอนดรอยด์ใน Vivo Samsung Huawei หรือหากใช้ระบบ iOS ของโทรศัพท์ apple ก็สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Moment ที่ช่วยตรวจสอบและเตือนได้ว่าคุณใช้โทรศัพท์มือถือวันละกี่ชั่วโมงแล้ว ผ่านแอปพลิเคชันใดบ้าง เพื่อให้คุณสามารถที่จะบริหารจัดการเวลาในแต่ละวันได้ดียิ่งขึ้น

4. กำหนดชั่วโมงในการใช้โทรศัพท์มือถือแต่ละวัน

เราควรให้เวลาเป็นส่วนตัวกับสมองที่ว่างและปลอดโปร่งบ้าง เช่น การอาบน้ำ รับประทานอาหาร การอยู่กับครอบครัว ฯลฯ ที่ควรจะปิดการแจ้งเตือนในโทรศัพท์มือถือไปชั่วคราว รวมถึงไม่ควรตอบ line และ email ที่ไม่จำเป็นหรือไม่มีความเร่งด่วน เพื่อที่คุณจะได้มีเวลาให้ตัวเองหรือทำกิจกรรมร่วมกับสมาชิกในครอบครัวได้อย่างมีความสุขมากขึ้นเทคนิคในลดการแจ้งเตือนต่างๆ

การใช้เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ช่วยให้ทุกคนได้รับความสะดวกสบายและทำให้สามารถติดต่อสื่อสารถึงกันได้อย่างรวดเร็ว แต่การใช้มากเกินไปก็จะเกิดปัญหาในการรบกวนสมาธิ สร้างความวิตกกังวล ทำให้ขาดความใส่ใจกับการสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้างไป เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านใส่ใจควบคุมการใช้โทรศัพท์มือถือในแต่ละวันได้ดียิ่งขึ้น เพื่อความสุขในชีวิตประจำวันและการบริหารเวลาได้อย่างดีต่อไป