ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมีประโยชน์ต่อธุรกิจอย่างไร

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมีประโยชน์ต่อธุรกิจขนาดเล็กหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นช่องทางการขาย ต้นทุน การตลาดออนไลน์ การประชุมทางวิดีโอหรือส่งข้อความถึงลูกค้า เทคโนโลยีช่วยให้ธุรกิจบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมายได้รวดเร็วมากขึ้น

-สื่อสารง่ายขึ้น เร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชั่นสำหรับการทำงานร่วมกันในทีมสะดวกขึ้นเช่น Google Docs ซึ่งช่วยประหยัดเวลาทำให้สมาชิกหลายคนในทีมทำงานและตรวจสอบเอกสารได้พร้อมกัน ไม่จำเป็นต้องยุ่งยากกับการบันทึกเอกสารและสเปรดชีตหลายเวอร์ชันอีกต่อไป สามารถส่งอีเมลและใช้โซลูชันส่งข้อความถึงกันได้หลายแบบ ทำงานเป็นทีมเวิร์กง่ายขึ้นตั้งแต่การมอบหมายงาน ติดตามความคืบหน้าและส่งงานตรงเวลา ทีมงานทำงานได้จากระยะไกล พนักงานจำนวนมากไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง ไม่ต้องทำงานหนักเกินไป ช่วยปรับปรุงสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานให้ดีขึ้น

-ประสิทธิภาพการทำงานเพิ่ม ต้นทุนการผลิตลดลง
ยิ่งทำงานด้วยเทคโนโลยีได้มากเท่าไร ยิ่งทำให้งานเสร็จเร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เท่านั้น โอกาสที่จะทำผิดพลาดก็น้อยลง ต้นทุนลดลง สิ้นเปลืองน้อยลงและมีกำไรมากขึ้น เทคโนโลยีใหม่เพิ่มทักษะในการทำงานสามารถควบคุมระบบสั่งซื้อและควบคุมคลังสินค้าให้ทำงานสะดวก เพิ่มประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ช่วยลดระยะเวลาทำให้จัดการระบบขายภายในได้ดีมากขึ้นและบริการง่ายขึ้นตามไปด้วย

-การตลาดและช่องทางการขายใหม่
การทำธุรกิจออนไลน์เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับธุรกิจขนาดเล็กเพราะช่วยให้ต้นทุนต่ำลง เทคโนโลยีใหม่เปิดช่องทางการตลาดทางออนไลน์รูปแบบอีคอมเมิร์ซช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กเข้าถึงผู้ชมที่กว้างขึ้น ทิ้งห่างบริษัทเล็กจำนวนมากที่ยังคงให้บริการลูกค้าแบบตัวต่อตัว เป็นประโยชน์สำหรับการทำตลาดลูกค้าที่อยู่ห่างไกลหรือการเจาะกลุ่มขนาดเล็กที่เป็นลูกค้าเป้าหมายโดยตรง สามารถติดต่อทางออนไลน์และติดตามลูกค้าได้ตลอดเวลา แทนที่จะต้องโทรออกในช่วงเวลาทำการเท่านั้น

-กำหนดเป้าหมายกลุ่มผู้ชมอย่างมีประสิทธิภาพ
ธุรกิจขนาดเล็กกำหนดเป้าหมายกลุ่มผู้ชมที่หลากหลายด้วยโฆษณาและเนื้อหาที่ปรับแต่งมาอย่างดีและกำหนดกลุ่มเป้าหมายตามข้อมูลประชากร เพศ อายุ อาชีพ รายได้ และคีย์เวิร์ดต่าง ๆ สำหรับผู้เข้าชมเว็บไซต์ผ่านทางเสิร์ชเอ็นจินอย่าง Google และทางโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook ทำให้นำเสนอข้อมูลที่ตรงกับความต้องการของกลุ่มผู้ชมและตอบสนองเฉพาะสิ่งที่ผู้ชมกำลังมองหาเท่านั้น

-ปรับปรุงความพึงพอใจของลูกค้า
การบริการลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่หรือขนาดเล็ก ถ้าตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ถูกใจ สามารถให้ความช่วยเหลือและตอบคำถามได้ทุกข้อสงสัยจะสร้างความไว้วางใจและจูงใจให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้เร็วขึ้น ช่วยให้ธุรกิจได้ลูกค้าใหม่มากขึ้น

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กมีความสามารถในการแข่งขันดีขึ้น มีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้น แต่ก็มีข้อเสียหลายประการ เช่น เทคโนโลยีล่าสุดมีค่าใช้จ่ายสูงเป็นต้นทุนที่หนักเกินไปสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของข้อมูลและการฉ้อโกงซึ่งถ้าเกิดข้อบกพร่องขึ้นแล้วอาจสร้างเสียหายอย่างรุนแรง ทำลายความน่าเชื่อถือส่งผลให้ธุรกิจต้องหยุดการดำเนินธุรกิจทั้งหมดในทันที จึงต้องประเมินความเสี่ยงและใช้เทคโนโลยีด้วยความรอบคอบยิ่งขึ้น

6 ประโยชน์ของเทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน

ชีวิตทันสมัยในโลกยุคปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเทคโนโลยีได้กลายมาเป็นปัจจัยที่ 5 ที่แทรกอยู่ทุกส่วนของการดำรงชีวิต นับตั้งแต่ตื่นจนถึงหลับเลยทีเดียว เพราะนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะเข้ามาช่วยอำนวยความสุขและเสริมสร้างความสนุกให้กับชีวิตประจำวันของคนเราได้อย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าคุณจะอยู่ในภาคธุรกิจใดก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ชีวิตของคุณต้องมีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างน้อย ๆ 1-2 ชิ้น ไม่เชื่อลองหันดูรอบตัวคุณเอง ก็จะเห็นเทคโนโลยีที่ว่านี้​ เรามาพิจารณากันดูว่ามีประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันของเราดังต่อไปนี้จริงหรือไม่

ข้อที่ 1 ประโยชน์ในด้านการสื่อสาร
ขณะที่โลกกำลังพัฒนาไปสู่ความเจริญ เทคโนโลยีในส่วนต่าง ๆ ก็ได้ถูกพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดเพื่อรองรับการขยายตัวทางสังคมและเศรษฐกิจ วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปทำให้ประชากรโลกทำงานหนักขึ้นเพื่อรายได้ และการเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีด้านการสื่อสารและโทรศัพท์มือถือ แบบสมาร์ทโฟน​ ซึ่งช่วยให้เข้าถึงแอปพลิเคชันการสื่อสารต่าง ๆ มากขึ้น เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และกิจกรรมซึ่งกันและกันได้อย่างไร้พรมแดน ด้วยเครือข่ายทางสังคม เช่น Line ,Facebook, Tagged, เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ในโลกเสมือนจริงด้วยเทคโนโลยีนี้ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง เพราะเป็นการสื่อสารแบบสาธารณะที่เราไม่สามารถควบคุมได้ เช่น การโพสต์ที่ไม่เหมาะสม อาจจะถูกฟ้องร้องเป็นคดีหมิ่นประมาท ทำให้เสียทรัพย์และเสียชื่อเสียงได้ ดังนั้นเราจึงควรตระหนักถึงการใช้เทคโนโลยีไปในทางที่เกิดประโยชน์มากที่สุด

ข้อที่ 2 ประโยชน์ในด้านการค้าและธุรกิจ
เศรษฐกิจทุกวันนี้มีการแข่งขันสูง ประกอบกับภาคธุรกิจก็มีการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต ระบบจัดจำหน่ายและการกระจายสินค้า โดยพึ่งพาแรงงานคนน้อยลง เพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิต ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อด้อยต่อผู้บริโภค ข้อดีคือผู้บริโภคมีสิทธิในการเลือกซื้อสินค้าและผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายมากขึ้นในราคาเหมาะสม ส่วนข้อเสียคือหากไม่พิจารณาให้รอบคอบก็จะตกเป็นเหยื่อของพวกมิจฉาชีพที่อาศัยความฉลาดล้ำของเทคโนโลยีมาเอาเปรียบผู้บริโภคได้

ข้อที่ 3 ประโยชน์ด้านการศึกษา
ราว 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ภาคการศึกษาทั่วโลกมีการปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว อันเป็นผลมาจากเทคโนโลยี ที่มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ส่งเสริมการเรียนรู้ทั้งทางกว้างและลึก อีกทั้งระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและการมีอุปกรณ์ที่ทันสมัยอย่างเช่น สมาร์ทโฟน โน้ตบุ๊ก และอุปกรณ์สื่อสารต่าง ๆ ที่ถูก พัฒนาขึ้นมารองรับระบบการเรียนการสอนทางไกล หรือคอร์สออนไลน์ ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน หากมีอุปกรณ์เทคโนโลยีและเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่เสถียร คุณก็สามารถเรียนรู้ได้อย่างไร้ขีดจำกัด ยิ่งช่วงปิดเทอมหรือเรียนนอกเวลาอยู่ที่บ้าน​ หรือแม้แต่การท่องเที่ยวไปในห้องสมุดแบบ Virtual Tour 360 องศา ก็ทำให้เพลิดเพลินและได้ความรู้ด้วย

ข้อที่ 4 ประโยชน์ในการตรวจเช็กและสั่งซื้อสินค้าออนไลน์
เทคโนโลยีได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ในการทำธุรกิจออนไลน์ ทั้งการส่งเสริมการตลาด ช่วยให้การซื้อและขาย มีความสะดวกรวดเร็วมากขึ้นด้วยระบบที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ผู้บริโภคสามารถค้นหาข้อมูลและตรวจเช็กรายละเอียดของร้านค้า ขั้นตอนการสั่งซื้อและการชำระเงินออนไลน์ ผ่าน E-Payment และ Internet banking ได้ทั่วโลก

ข้อที่ 5 ประโยชน์ในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเกษตร
หลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนเริ่มนำเทคโนโลยีและแอปพลิเคชันต่าง ๆ มาใช้ เพื่อส่งเสริมการเพาะปลูก เช่น “NECTEC FAARM series ของ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ที่จะมุ่งพัฒนางานวิจัยให้สามารถนำมาใช้ได้จริง เพื่อนำไปพัฒนาอุตสาหกรรมด้านการเกษตร” “FamGraze” Mobile App สำหรับเกษตรกรเพื่อใช้จัดการหญ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมคำนวณปริมาณของหญ้าสำหรับสัตว์เลี้ยงในพื้นที่ใกล้เคียง เหล่านี้เป็นต้น

ข้อที่ 6 การใช้เทคโนโลยีเพื่อการธนาคาร
มีหลายธุรกรรมทางการเงินที่ในปัจจุบันสามารถทำได้ผ่านสมาร์ทโฟน โดยการพัฒนาเทคโนโลยีและแอปพลิเคชันของธนาคารช่วยอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า ซึ่งนอกจากการทำธุรกิจ ฝาก ถอน โอน​ จ่าย ต่าง ๆ แล้ว ยังสามารถสมัครบัตรเครดิต/เดบิต และสินเชื่อต่าง ๆ พร้อมกรอกข้อมูลและยืนยันตัวตนได้อย่างสะดวก จะซื้อสินค้าที่ไหนอย่างไร บัตรอิเล็กทรอนิกส์ใบเดียวก็พาคุณเดินทางไปช้อปปิ้งได้ทั่วทุกมุมโลก แต่ข้อควรระวังคือ การแอบอ้างปลอมแปลงและคัดลอกข้อมูลบัตรไปใช้โดยผิดกฎหมายนั่นเอง

จึงสรุปได้ว่าเทคโนโลยีนั้นมีบทบาทสำคัญรอบด้าน ทั้งในชีวิตประจำวัน การสื่อสาร การจับจ่ายใช้สอย การทำธุรกิจ การศึกษา และแม้แต่การดูแลสุขภาพ เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามความเจริญรวดเร็วทางด้านวัตถุไม่อาจทดแทนคุณค่าทางจิตใจได้ 100% เช่น การพูดคุยกันผ่านวิดีโอคอล หากเป็นไปได้ การพบเจอพูดคุยกันจริง ๆ จะให้ ความรู้สึกดี ๆ และเกิดความเข้าใจกันได้มากกว่า เป็นต้น

3 เทคโนโลยีที่น่าจับตาในปี 2021

ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ที่การสื่อสารไร้พรมแดน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเจริญก้าวหน้า แต่ละประเทศต่างพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อนำมาใช้สนับสนุนและปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศ หลายเทคโนโลยีสร้างความตื่นตะลึงกับความก้าวล้ำนำสมัย หลายเทคโนโลยีส่งผลกระทบในวงกว้างต่อประชากร ในที่นี้จะขอแนะนำ 3 เทคโนโลยีที่โลกกำลังจับตามาให้เห็นกันชัด ๆ ว่าก้าวหน้าเพียงใด

1.เทคโนโลยีวัคซีนโควิด 19 (COVID-19 Vaccine)

จากการระบาดอย่างรุนแรงของโควิด 19 ทำให้มีการเร่งผลิตคิดค้นวัคซีนโควิด 19 เพื่อผ่อนหนักให้เป็นเบา โดยได้พัฒนาวัคซีนโดยใช้เทคโนโลยี 4 รูปแบบด้วยกัน ดังนี้

1.1 Virus Vaccine
เป็นเทคโนโลยีที่ใช้กันมานาน เรียกได้ว่าเป็นแบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นการนำเชื้อโรคมากระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมา ในส่วนตัวเชื้อโรคนั้นจะมี 2 แบบ คือ เชื้อที่มีฤทธิ์อ่อนลง กับเชื้อที่ตายแล้ว

1.2 Protein-Based Vaccine
เป็นการนำยีนของเชื้อ SARS-CoV-2 ไปใส่ไว้ในแบคทีเรียเพื่อให้สร้างโปรตีนขึ้นมา จากนั้นเติมสารกระตุ้นเพื่อให้ร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันเองได้

1.3 Nucleic Acid Vaccine
เป็นการต่อยอดการใช้ยีนของเชื้อ SARS-CoV-2 ออกมาเป็น 2 รูปแบบ คือ DNA vaccine และ mRNA vaccine ซึ่งทั้งสองตัวนี้จะถูกพัฒนาให้สามารถเปลี่ยนเป็นโปรตีนเพื่อกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย

1.4 Viral Vector Vaccine
เป็นการใช้วัคซีนป้องกันโรคที่มีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์โดยการพัฒนาให้วัคซีนนั้นสามารถนำยีนของเชื้อ SARS-CoV-2 เข้าสู่ร่างกายและสร้างภูมิคุ้มกันโควิด-19 เสมือนได้ประโยชน์สองต่อ

2.เทคโนโลยีการสื่อสารด้วยภาพ (Vision Communication)

เทคโนโลยีนี้พัฒนาขึ้นมาอย่างสอดคล้องกับยุคโควิด-19 ที่ต้องการการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) เพราะเป็นการติดต่อสื่อสารกันผ่านคอมพิวเตอร์ซึ่งมีกลไกการทำงานเลียนแบบพฤติกรรมของมนุษย์ คอมพิวเตอร์จะสามารถ “คิดเองได้” หรือ “มีปัญญา” ในการคิด วิเคราะห์ แยกแยะคล้ายกับสมองของมนุษย์ การสื่อสารด้วยภาพนี้ถูกพัฒนาขึ้นเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่มีการกระทำเลียนแบบมนุษย์ (Acting Humanly) ซึ่งจะสื่อสารโดยใช้ภาษามนุษย์และมีพฤติกรรมคล้ายมนุษย์ และกลุ่มที่มีการคิดแบบมีเหตุมีผล (Thinking Rationally) ซึ่งจะวิเคราะห์เชิงตรรกะได้

3.วัสดุนาโนคาร์บอนจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2 to Nanocarbon)

ระดับความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่เพิ่มสูงขึ้นก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจกหรือภาวะโลกร้อน (Global Warming) ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของทั่วโลก จึงได้มีการคิดค้นวิธีการที่จะนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มาแปรรูปให้กลายเป็นวัสดุต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์และลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน​ คือ วัสดุนาโนคาร์บอน ได้จากการแปรรูปและนำมาใช้อย่างแพร่หลาย สามารถนำมาใช้ได้หลากหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมยานยนต์และอากาศยาน เป็นต้น

การนำเทคโนโลยีมาใช้ในเชิงบวกก่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ นำมาแก้ปัญหาโรคภัยไข้เจ็บและปัญหาภัยธรรมชาติอย่างได้ผล อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราจึงต้องติดตามให้รู้เท่าทันการพัฒนาเทคโนโลยีอยู่เสมอ

เทคโนโลยีตัวช่วยให้การถ่ายรูปของคุณเป็นเรื่องง่าย

เคยไหมที่ต้องใช้เวลาในการแต่งรูปนาน ๆ ต้องเข้าหลายแอปพลิเคชัน เพื่อตกแต่งรูปภาพให้สวยงามเป็นไปอย่างที่ต้องการมากยิ่งขึ้น ทำให้ต้องเสียเวลาค่อนข้างมาก ซึ่งจริง ๆ แล้วเราสามารถที่จะประหยัดเวลาในการถ่ายรูปได้มากขึ้นด้วยการเลือกกล้องถ่ายรูปที่เหมาะสำหรับรูปแบบความชอบของเรา สำหรับสาว ๆ หรือหนุ่ม ๆ คนไหนที่ต้องการกล้องถ่ายรูปที่ใช้งานง่าย ฟังก์ชันในการถ่ายรูปหลากหลาย สะดวกในการพกพาเพื่อไปถ่ายรูปคน ถ่ายรูปรีวิว ได้ในทุก ๆ ที่แล้วล่ะก็ ขอแนะนำกล้อง Mirrorless ที่เป็นการนำเอาเทคโนโลยีของกล้องแบบ DSLR และกล้อง Compact เข้าไว้ด้วยกัน จนออกมาเป็นกล้องที่มีความลงตัว เหมาะกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในยุคปัจจุบัน 

ข้อดีของกล้องแบบ Mirrorless คือถ่ายออกมาแล้วจะได้รูปภาพที่สวย เสมือนว่าเราได้ตกแต่งภาพแล้ว ซึ่งตัวกล้องจะมีโหมดการถ่ายรูปให้เลือกด้วยกันหลากหลายโหมด ทั้งโหมดการถ่ายคน โหมดถ่ายวิว โหมดถ่ายตอนกลางคืน พร้อมทั้งยังสามารถปรับระยะใกล้ไกล ซูมเข้า ซูมออกได้อย่างที่ต้องการ สามารถปรับเพิ่มความสว่างของภาพให้มากขึ้นหรือลดลงได้อย่างสะดวก นอกจากนี้ ในส่วนของเลนส์กล้องยังสามารถที่จะถอดเปลี่ยนได้ ทำให้เกิดรูปภาพที่หลากหลายและมีมิติ คือจะมีทั้งในส่วนที่หน้าชัด หลังเบลอก็สามารถทำได้ด้วยกล้อง Mirrorless 

ความพิเศษสำหรับ Mirrorless หลาย ๆ รุ่น ผู้ใช้งานสามารถที่จะถ่ายภาพตัวเองง่าย ๆ ด้วยการหมุนหน้าจอเพื่อเซลฟี่กับกล้อง ภาพที่ได้คือมีความคมชัดเสมือนว่าเราถ่ายแบบปกติทั่วไป ซึ่งถ้าใครที่ต้องการที่จะเซลฟี่หน้าคนให้ออกมามีผิวสวยเนียน ก็เลือกโหมด ปรับระดับตามที่ตนเองต้องการได้เลย โดยสำหรับใครที่อยากจะใช้งานกล้องง่ายขึ้นไปอีก ก็สามารถเลือกเป็นกล้องที่เป็นระบบสัมผัสที่หน้าจอ เพื่อเลื่อนดูรูป ซูมรูป กดโฟกัสได้จากที่หน้าจอภาพ เรียกได้ว่าออกแบบมาให้ครบทุกความต้องการตามไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง 

อีกข้อหนึ่งที่เป็นข้อดีของกล้องแบบ Mirrorless คือ มีน้ำหนักที่เบา ไม่ต้องใช้อุปกรณ์หลายชิ้น เพียงมีกล้องตัวเดียวรูปก็ออกมาสวยได้อย่างที่ต้องการ การดูแลรักษา การทำความสะอาดไม่ยุ่งยาก เหมือนกับกล้องดิจิทัลทั่ว ๆ ไป ในส่วนของการนำรูปออกจากกล้องก็ทำได้ง่ายมาก เพียงเชื่อมต่อ Wi-Fi ก็สามารถนำรูปเข้ามือถือเพื่อเตรียมอัปโหลดรูปลงช่องทางต่าง ๆ ได้เลย

จากทั้งหมดนี้ก็เป็นรายละเอียดและข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับกล้อง Mirrorless ซึ่งต้องถูกใจหลาย ๆ คนอย่างแน่นอน ด้วยคุณสมบัติ ราคา ผลลัพธ์ที่ได้ ถือได้ว่ามีความคุ้มค่าเกินราคา ใครที่กำลังตามหากล้องเทคโนโลยีล้ำ ๆ สวย ๆ ใช้งานสะดวก รับรองว่าไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

สายไอทีต้องรู้ เทคโนโลยี 5G เจ๋งและดีกว่าเดิมอย่างไรบ้าง

เชื่อว่าในยุคนี้ทุกคนน่าจะเคยได้ยินคำว่า 5G เทคโนโลยีที่เข้ามาแทนที่ 4G อย่างเต็มตัว โดยเฉพาะใครที่เป็นสายไอทีหรือติดตามข่าวสารเปิดตัวสมาร์ตโฟนใหม่ ๆ เพราะเทคโนโลยี 5G คือเทคโนโลยีล่าสุด ทำให้หลายค่ายโทรศัพท์มือถือต่างนำข้อดีและความสามารถของ 5G มาทำการตลาดมากมาย และสำหรับใครที่อาจสงสัยว่าการเข้ามาของเทคโนโลยี 5G มีข้อดีอะไรบ้างที่ทำให้การติดต่อสื่อสารเจ๋งกว่าเดิม วันนี้เราได้รวบรวมความเจ๋งของ 5G ที่ต้องถูกใจสายไอทีและสายเทคโนโลยีอย่างแน่นอน

ฟังเพลง ดูหนัง ดูวิดีโอ ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
เรียกได้ว่าเป็นข้อดีที่เห็นได้ชัด โดยเฉพาะใครที่เป็นสายดูหนัง ฟังเพลง หรือเล่นเกม เพราะหลายคนอาจเจอปัญหาระหว่างการชมภาพยนตร์ผ่านสมาร์ตโฟน เช่น ระหว่างชมภาพยนตร์อยู่แต่เกิดปัญหาอินเทอร์เน็ตกระตุก ทำให้เสียอารมณ์และชมภาพยนตร์อย่างไม่ได้อรรถรส หรือหากเป็นสายเล่นเกมก็หมดปัญหาเกมค้างขณะต่อสู้มัน ๆ โดยสัญญาน 5G เร็วและแรงกว่า 4G มากถึง 20 เท่า ทำให้ทุกความบันเทิง ไม่ว่าจะเป็น การเล่นเกม การชมภาพยนตร์ การดูวิดีโอ ลื่นไหลยิ่งขึ้น เพิ่มอรรถรสความบันเทิงได้เป็นอย่างดี

รับส่งข้อมูลทันใจกว่าเดิม
เบื่อไหมที่เมื่อต้องรับหรือส่งข้อมูลแต่ต้องรอนานไม่รวดเร็วทันใจ อีกทั้งบางครั้งยังรับส่งข้อมูลไม่ผ่าน ทำให้นอกจากเสียเวลาแล้วยังต้องเสียอารมณ์ ซึ่งการเข้ามาของเทคโนโลยี 5G สามารถลดปัญหานี้ได้อย่างดีเยี่ยม นั่นเพราะ 5G สามารถรับส่งข้อมูลได้รวดเร็วขึ้นถึง 7 เท่า นอกจากนี้ยังสามารถ่ายโอนข้อมูลได้รวดเร็วกว่า เพราะสามารถถ่ายโอนข้อมูล 20GB ภายใน 1 วินาที จากเดิม 4G สามารถถ่ายโอนข้อมูล 1GB ภายใน 1 วินาทีเท่านั้น ตอบโจทย์การใช้งานที่ต้องการความรวดเร็วทันใจ

ตอบสนองได้อย่างรวดเร็วด้วยปลายนิ้ว
ในยุคนี้ไม่ว่าใครต่างก็มองหาเทคโนโลยีที่สะดวกรวดเร็วด้วยกันทั้งนั้น นั่นทำให้เทคโนโลยี 5G ตอบโจทย์ด้านความเร็วได้อย่างดีเยี่ยม โดยจุดเด่นของ 5G เมื่อกดสั่งงานสามารถตอบสนองได้แบบทันที เนื่องจากความหน่วงต่ำ ตอบสนองรวดเร็วแค่ปลายนิ้ว ซึ่ง 5G สามารถตอบสนองได้รวดเร็วกว่า 4G ถึง 10 เท่า นอกจากนี้ยังรองรับจำนวนผู้ใช้งานแต่ละพื้นที่ได้มากกว่า 4G อีกด้วย

จะเห็นได้ว่ามนุษย์เราต่างพัฒนาเทคโนโลยีอย่างไม่หยุดยั้ง เริ่มตั้งแต่การเกิดขึ้นของ 1G และพัฒนาต่อเนื่องจนปัจจุบันเป็นเทคโนโลยี 5G เพื่อการเชื่อมต่อและติดต่อสื่อสารรวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ หลายคนอาจเข้าใจว่าเทคโนโลยี 5G คือสัญญานโทรศัพท์มือถือเท่านั้น อาจต้องทำความเข้าใจเสียใหม่ เพราะแท้จริงแล้วยังหมายความรวมถึงการเป็นเทคโนโลยีสำหรับอุปกรณ์เชื่อมต่ออื่น ๆ เช่น อุปกรณ์ตรวจสุขภาพ รถยนต์ไร้คนขับ หุ่นยนต์ เสาไฟฟ้าที่เชื่อมต่อข้อมูลได้ ฯลฯ ทำให้ 5G มีประโยชน์อย่างยิ่งกับมนุษย์เราทั้งในวันนี้และอนาคต

โดรนอากาศยานไร้คนขับ เทคโนโลยีสร้างอาชีพ

ในยุคดิจิทัล เทคโนโลยีอันชาญฉลาดได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองชีวิตวิถีใหม่ หนึ่งในนั้นคือ โดรน หรือที่รู้จักกันในนาม อากาศยานไร้คนขับ UAV (unmanned aerial vehicle) แต่ทว่าถูกบังคับโดยมนุษย์ด้วยระบบสื่อสารอัตโนมัติ โดรนที่ว่านี้มีหลายประเภท ทั้งใช้งานบนบก ใต้น้ำ และในอากาศ แต่ที่เรารู้จักกันดีและถูกนำมาใช้งานมากที่สุดเห็นเป็น โดรนอากาศ หรือ อากาศยานไร้คนขับ ซึ่งปัจจุบันได้รับความนิยมมากขึ้นในสายอาชีพต่าง ๆ แต่จะมีอาชีพด้านใดบ้างนั้นตามเราไปรู้จักพร้อม ๆ กันเลย

โดรน หรืออากาศยานไร้คนขับ (UAV)ในยุคแรก ๆ ถูกใช้งานเพื่อภารกิจทางทหารเป็นหลัก เช่น ในสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่งก็มีการนำโดรนมาใช้งานเพื่อการสอดแนมข้าศึก โดยติดตั้งกล้องถ่ายภาพความสะเอียดสูงเพื่อวิเคราะห์เป้าหมายและติดอาวุธเพื่อการลอบโจมตีข้าศึก หลังจากนั้นหลายสิบปี โดรนได้ถูกพัฒนาให้มีความทันสมัย เพื่อใช้ในภาคธุรกิจและการรักษาความปลอดภัย

ปัจจุบันในประเทศไทยนิยมใช้โดรนในเชิงพาณิชย์มากขึ้น เช่น ในวงการแฟชั่นหรือการถ่ายโฆษณา ภาพยนตร์ รายการข่าวและสารคดีต่าง ๆ ทั้งนี้เพื่อให้ได้การเล่าเรื่องจากภาพสวยในมุมสูงของกล้องในแบบที่เรียกว่า Bird Eye View นั่นเอง นอกจากนี้ยังนิยมใช้โดรนหลาย ๆ ลำ เพื่อการแปรอักษรเป็นภาพหรือคำอวยพรและสัญลักษณ์ต่าง ๆ ด้วยแสงไฟที่มีการติดตั้งระบบเพื่อการให้แสงที่พิเศษ เช่น การเปลี่ยนสีในจังหวะเพลง หรือการกระพริบตามคำสั่ง ส่วนในสายอาชีพวิศวกรหรือสถาปนิก มีการใช้โดรนเพื่อการวิเคราะห์โครงสร้าง การค้นหาจุดซ่อมแซม และพัฒนางานก่อสร้างในส่วนที่คนงานเข้าไปไม่ถึง

ในส่วนราชการ เริ่มมีการใช้โดรนเพื่อการสำรวจพื้นที่ป่าหรืออาณาเขตที่ห่างไกลซึ่งการเดินเท้าเข้าไม่ถึง ทหารและตำรวจใช้เพื่อการหาต้นหาตำแหน่งหรือจัดทำแผนที่ต่าง ๆ สำหรับภาคการเกษตร เริ่มมีการฝึกอบรมนักวิชาชีพและเกษตรกรเพื่อใช้โดรนในการทำการเกษตรแบบผสมผสานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การสำรวจพื้นที่แปลงเพาะปลูกที่อยู่ไกล ๆ นอกเหนือจากการติดกล้องวงจรปิดในการติดตามการเพาะปลูกพืชพรรณทางการเกษตรต่าง ๆ ในอนาคตอาจมีการพัฒนาโดรนเพื่อการขนส่งและควบคุมกระบวนการเพาะปลูกในระยะยาวอีกด้วย

โดยได้จำแนกประเภทของ UAV ไว้ 5 ประเภท ได้แก่

1.ประเภท เป้าฝึกทางการทหาร นิยมใช้ในภารกิจล่อเป้าการฝึกซ้อมยิงปืนต่อต้านอากาศยานหรือขีปนาวุธ
2.ประเภทสอดแนม นิยมใช้ในหน่วยข่าวกรองทางทหารหรือตำรวจ
3.ประเภทโจมตีหรือต่อสู้ ใช้ในภารกิจทางทหาร
4.ประเภทขนส่ง สามารถบรรทุกน้ำหนักและค้นหาจุดหมายได้แม่นยำ
5.ประเภทการวิจัยและพัฒนา เป็นการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการใช้งานสำหรับพลเรือนในเชิงพาณิชย์และการตลาด

พร้อมทั้งแบ่งขนาดตามพิสัยของการบิน 8 ขนาด ดังนี้

1.แบบขนาดเล็ก พิสัยการบิน 2 กิโลเมตร บินได้สูง 2,000 ฟุต
2.แบบระยะใกล้ พิสัย 10 กิโลเมตร สามารถบินได้สูง 5,000 ฟุต
3.แบบนาโต้ พิสัย 50 กิโลเมตร บินได้สูง 10,000 ฟุต
4.แบบยุทธวิธี พิสัย 160 กิโลเมตร ความสามารถในการบินสูง 18,000 ฟุต
5.แบบระดับความสูงปานกลาง ในพิสัย 200 กิโลเมตร บินได้สูง 30,000 ฟุต
6.แบบพิสัยไม่จำกัด ความสามารถในการบินได้สูงกว่า 30,000 ฟุต
7.แบบความเร็วเหนือเสียง พิสัย 200 กิโลเมตร สามารถบินได้สูง 50,000 ฟุต ความเร็วตั้งแต่ 1-5 มัคขึ้นไป
8.แบบบินในวงโคจรโลก ใช้ความเร็วมากกว่า 25 มัค

อย่างไรก็ตามในขณะที่ทั่วโลกเริ่มนำโดรนมาใช้ในอุตสาหกรรมการเกษตร เพื่อการหว่านเมล็ดพันธุ์ ตรวจสอบคุณภาพของดินและเมล็ดพันธุ์ แล้วยังใช้ในการสำรวจหาพื้นที่ขาดน้ำด้วยระบบเซนเซอร์อีกด้วย ซึ่งในประเทศไทย เริ่มมีการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรรูปแบบใหม่ โดยการจัดฝึกอบรมเกษตรกรหรือผู้ที่สนใจให้สามารถใช้โดรนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งคาดว่าในอนาคตเทคโนโลยีดังกล่าว จะได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นและนำไปสู่อาชีพคนขับโดรน ดังที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก

ปัจจุบันมีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่อาศัยความถนัดด้านเทคโนโลยี ฝึกฝนทักษะการขับโดรนจนชำนาญ ประกอบกับพรสวรรค์ในการถ่ายภาพ ผันตัวเองเข้าสู่อาชีพนักขับโดรนเพื่อการถ่ายภาพงานโฆษณาและสารคดีต่าง ๆ โดยล่าสุด กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ร่วมกับบริษัท แอโร กรุ๊ป (1992) จำกัด จัดหลักสูตร การควบคุมอากาศยานไร้คนขับ (Drone) เพื่อการเกษตรขึ้น เราจะได้เห็นการพัฒนาเทคโนโลยีโดรน อากาศยานไร้คนขับ มีการส่งเสริมให้พัฒนาทักษะฝีมือจนสามารถเป็นอาชีพใหม่ในอนาคตอันใกล้นี้

รู้รอบเทคโนโลยี 5 สิ่งที่จะทำให้กล้องสุดรักของคุณ “พัง” แบบไม่รู้ตัว

รู้รอบเทคโนโลยี 5 สิ่งที่จะทำให้กล้องสุดรักของคุณ “พัง” แบบไม่รู้ตัว

สำหรับคนรักการถ่ายภาพนั้น เทคโนโลยีกล้องถ่ายภาพระดับโปรฯ หรือกล้อง DSLR ถือเป็นของรักของหวงที่ตากล้องหลายคนมักจะดูแลทะนุถนอมเป็นพิเศษ เรียกได้ว่าหากมีใครไปแตะต้องโดยที่เจ้าของไม่ได้อนุญาต ต่อให้สนิทกันแค่ไหนก็ต้องมีเคืองกันบ้าง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะกล้องแต่ละตัวนอกจากจะมีราคาแพงตั้งแต่หลักหมื่นจนถึงหลักแสนแล้ว สำหรับหลายคนกล้องยังเป็นสิ่งที่บ่งบอกของความเป็นตัวตนและจิตวิญญาณในการทำงานของตัวเองอีกด้วย แต่ถึงอย่างนั้น หลายคนมักจะดูแลกล้องโดยมองข้ามสิ่งเล็ก ๆ ที่อาจก่อความเสียหายให้กล้องได้อย่างไม่น่าเชื่อ ดังนั้น วันนี้เราจึงจะมาแนะนำให้ทราบถึง 5 สิ่งที่ต้องระวัง ที่ทำให้กล้องสุดรักของคุณพังได้

  1. แสงเลเซอร์
    หลายคนมักลืมตัว พกกล้องไปในงานคอนเสิร์ตหรืองานปาร์ตี้ที่มีการยิงแสงเลเซอร์สีสันต่าง ๆ สาดไปมา ซึ่งหากมันสาดเข้ามาโดนเซนเซอร์กล้องของเราละก็ อาจทำให้เซนเซอร์ไหม้ ซี่งถ้าเป็นแบบนั้นก็เตรียมเสียเงินเปลี่ยนเซนเซอร์ใหม่ได้เลย แถมส่วนใหญ่มักมีราคาแพงมาก เรียกได้ว่าประมาณครึ่งหนึ่งของราคากล้องเลยก็ว่าได้ ดังนั้น คนรักกล้องทั้งหลายจึงควรระวังเทคโนโลยีแสงเลเซอร์เป็นพิเศษ
  2. ไอเกลือทะเล
    แน่นอนว่ายุคนี้เป็นยุคของสายท่องเที่ยวถ่ายรูป ซึ่งทะเลก็ถือเป็นสถานที่ยอดฮิต แต่หลายคนมักลืมไปว่า เลนส์กล้องเป็นส่วนที่ละเอียดอ่อนเป็นพิเศษ หากมีการถอดเปลี่ยนเลนส์ริมทะเลที่มีลมพัดไอเกลือจากทะเลมาก ๆ อาจทำให้มีไอเกลือเข้าไปที่ผิวเลนส์ ซึ่งหากเป็นแบบนั้นละก็งานเข้าแน่นอน ดังนั้น ผู้ที่รักการถ่ายภาพริมชายหาดทั้งหลายจึงควรพึงระวังให้มาก
  3. เก็บกล้องไว้ในกระเป๋านาน ๆ
    มือใหม่หลายคนมักทะนุถนอมกล้องราวกับไข่ในหินจนแทบไม่ได้เอากล้องออกจากกระเป๋าเลยเพราะกลัวว่ากล้องจะเสียหาย ซึ่งแท้จริงแล้วกระเป๋าถือเป็นตัวสะสมความชื้นและเชื้อราชั้นดี การเก็บกล้องไว้ในกระเป๋าตลอดเวลาจึงอาจทำให้กล้องของเรากลายเป็นบ้านใหม่ของเชื้อรา ซึ่งทำให้เลนส์กล้องพังได้ง่าย ๆ ดังนั้น จึงควรเก็บกล้องไว้ในที่มีอากาศถ่ายเท ไม่โดนแสงแดดตรง ๆ แต่ก็ไม่ใช่ที่เสี่ยงต่อความอับชื้น หรือหากเป็นไปได้ก็ควรหาตู้กันชื้นสำหรับเก็บกล้องและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะจะดีกว่า
  4. เข้าใจผิดในคำว่า “กันน้ำกันฝุ่น”
    กล้องโปรฯ ส่วนใหญ่มักจะมีซีลกันน้ำกันฝุ่นมาด้วย ซึ่งมือใหม่หลายคนมักเข้าใจว่าช่วยสามารถกันน้ำกันฝุ่นได้ 100% ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วซีลดังกล่าวออกแบบมาสำหรับกันละอองน้ำ ละอองฝุ่น รวมถึงกันความชื้นได้ในระดับหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าเราจะสามารถถือกล้องเดินถ่ายรูปในช่วงวันสงกรานต์ หรือเอากล้องไปล้างน้ำทำความสะอาดอะไรทำนองนั้นได้ เพราะขึ้นชื่อว่ากล้องแล้ว สิ่งที่ควรหลีกให้ห่างที่สุดก็คือน้ำและฝุ่นนั่นเอง
  5. แสงแดด
    หลายคนมักคิดแต่จะเก็บกล้องให้ห่างจากที่อับชื้น จนลืมไปว่า “แสงแดด” ก็สามารถทำร้ายเลนส์กล้องได้เหมือนกัน เพราะแสงที่ส่งผ่านเข้าสู่เลนส์จะถูกรวมไปผ่านเซนเซอร์อีกที หากใครนึกภาพไม่ออกก็ขอให้นึกถึงตอนใช้แว่นขยายรวมแสงแดดแล้วส่องไปที่กระดาษจนไหม้ดู ดังนั้น หากไม่ต้องการให้เซนเซอร์กล้องไหม้เหมือนกระดาษ ก็ควรหลีกเลี่ยงการรับแสงแดดตรง ๆ จะดีกว่า

คนที่อยู่ในแวดวงเทคโนโลยีกล้องถ่ายภาพ นอกจากจะต้องเรียนรู้วิธีใช้อุปกรณ์ให้เป็นประโยชน์สูงสุดแล้ว อย่าลืมข้อแนะนำการดูแลรักษาที่เรานำมาฝากข้างต้นไปใช้ เพื่อให้กล้องของคุณมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน

เทรนด์เทคโนโลยีในยุค 5 ปีข้างหน้า

ปัจจุบันต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีมีบทบาทในชีวิตของผู้คนมากมาย ทั้งวัยเรียนและวัยทำงาน นับจากนี้ไปในอีก 5 ปีข้างหน้าคาดการณ์ว่าจะมีการเห็นเทรนด์เทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันหลากหลายด้าน ดังรายละเอียด ต่อไปนี้

  1. การใช้เทคโนโลยีเพื่อการทำงานออนไลน์
    มีผลงานวิจัยจำนวนมากยืนยันว่าผู้คนวัยทำงานยุค 2020 อยู่ในภาวะเครียดและหมดพลังในการทำงานมากยิ่งขึ้น เนื่องจากมีความกดดันจากการทำงานที่แข่งขันกันสูง และยังได้รับผลกระทบด้านเศรษฐกิจจากไวรัส covid-19 ระบาดที่ทำให้จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตรูปแบบใหม่มากขึ้น

เทคโนโลยีจึงถูกนำมาใช้เพื่อการประชุมงานหรือส่งงานออนไลน์ เช่น ระบบซูมหรือการประชุมผ่าน Google และ Line ทั้งยังมีผู้คิดค้น Application ใหม่ ๆ เพื่อให้ปรึกษาปัญหาด้านสุขภาพจิตกับบุคลากรทางการแพทย์ในค่าใช้จ่ายต่ำผ่านแอปพลิเคชันต่าง ๆ ด้วย

  1. เทคโนโลยีสัตว์เลี้ยง
    มีการคิดค้นทำสัตว์เลี้ยงระบบ AI ที่ปลอดภัยในการใช้งาน เป็นเพื่อนแก้เหงาและไม่เป็นภาระให้แก่ผู้สูงอายุและผู้ที่อยู่ตัวคนเดียวในเมืองใหญ่ เพื่อแก้ปัญหาความเหงาและเครียด เช่น ในประเทศญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา

แม้ว่าในระยะแรกนี้อาจจะจำกัดในกลุ่มบุคคลและเป็นการทดลองเก็บผลสถิติการศึกษา แต่ในไม่ช้าคาดว่าจะผลิตออกมาจำหน่ายได้ในราคาหลักหมื่นบาท เพราะหลายประเทศทั่วโลกเข้าสู่ภาวะสูงวัยและต้องการวิธีลดความเครียดให้แก่ประชากรอย่างมาก

  1. เทคโนโลยีด้านความบันเทิง
    บริษัทผลิตเกมส์ออนไลน์จำนวนมากได้ลงทุนเพื่อพัฒนาเกมส์กีฬาอีสปอร์ตซึ่งมีแนวโน้มเติบโตได้ดีในอนาคต นอกจากนี้ยังมีกีฬาหลายชนิดที่ถูกปรับเปลี่ยนให้มาเป็นระบบออนไลน์ เช่น การแข่งรถฟอร์มูล่าวัน ที่จัดแข่งขันแบบอีสปอร์ตในช่วงที่ไวรัสโควิดระบาด

จากจุดนี้ไป เป็นที่น่าจับตามองว่าจะมีการพัฒนาการความบันเทิงเพื่อความผ่อนคลายและสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ให้แก่คนรุ่นใหม่ผ่านเทคโนโลยีออนไลน์มากกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว

  1. การพัฒนาตนเองผ่านระบบออนไลน์
    การลงเรียนคอร์สต่าง ๆ ในอนาคตไม่จำเป็นต้องเดินทางอีกต่อไป สามารถลงเรียนคอร์สพัฒนาภาษา ทักษะการขาย ทักษะการใช้ชีวิตคู่ หรือทักษะอื่น ๆ อีกมากมายผ่านคอร์สออนไลน์ที่มีผู้รู้จริงในศาสตร์ต่าง ๆ เปิดให้เรียนทั้งแบบฟรีและแบบลงทะเบียนเรียน และมีแนวโน้มว่าจะมีอัตราการเติบโตที่สูงขึ้น เป็นธุรกิจน้องใหม่ไฟแรงในอนาคต

ขณะเดียวกัน ก็จะเกิดการปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ในชั้นเรียนระดับต่าง ๆ มากขึ้นผ่านการสื่อสารออนไลน์และเทคโนโลยีที่ทันสมัยรวดเร็ว

เทรนด์ที่กล่าวมาเป็นการใช้เทคโนโลยีที่ช่วยส่งเสริมให้ชีวิตผู้คนดีขึ้นได้ ซึ่งคาดว่าอีก 5 ปีข้างหน้าจะมีสินค้าและบริการที่พร้อมเสนอให้แก่ผู้บริโภคถึงหน้าจอโทรศัพท์มือถือในรูปแบบต่าง ๆ ที่กล่าวมามากยิ่งขึ้นอีกแน่นอน

การใช้เทคโนโลยีมากเกินไปกระทบต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง

ทุกวันนี้เราทุกคนมีการใช้เทคโนโลยีอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การใช้โทรศัพท์มือถือส่งข้อความ LINE ไปหากัน การดูหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อทำงานออนไลน์ การดูโทรทัศน์เพื่อความบันเทิง ฯลฯ ที่กล่าวมาล้วนเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีทั้งนั้น

เมื่อกิจวัตรของเราเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีมากขนาดนี้ จะส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างไรได้บ้าง มาดูกันเลย

1.ผลกระทบต่อระบบประสาทสมอง
ข้อมูลทั้งภาพและเสียง จะส่งผ่านตาและหูในลักษณะสัญญาณประสาทไปที่สมอง หากเราใช้สายตาในการดูข้อมูลต่าง ๆ ต่อเนื่องมากเกินไป นอกจากจะเมื่อยกล้ามเนื้อตาแล้ว ยังทำให้ปวดหัวได้ด้วย เนื่องจากว่าสมองต้องทำงานหนักในการประมวลผลต่าง ๆ ตลอดเวลา นอกจากนี้การใช้เครื่องมือเทคโนโลยีนาน ๆ จะมีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและรังสีหลายชนิดที่จะไปกระตุ้นให้สมองเกิดอาการตื่นตัวจนทำให้นอนไม่หลับได้ บางคนก็จะมีอาการคลื่นไส้พะอืดพะอมอยากอาเจียนหรือเป็นไมเกรนได้อีกด้วย

2.ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ
เนื่องจากการทำงานออนไลน์ได้รับความนิยมมากขึ้น ทางการแพทย์พบว่ามีผู้ที่มีปัญหาจากท่านั่งที่ไม่เหมาะสม คือ ก้มศีรษะองศาต่ำเกินไป ทำให้กล้ามเนื้อคอและไหล่ต้องแบกรับน้ำหนักส่วนศีรษะเพิ่ม ผู้ที่ต้องพิมพ์งาน work from home หรือส่งงานออนไลน์ทั้งวัน ก็จะทำให้เป็นพังผืดที่นิ้วมือหรือเป็นนิ้วล็อกได้ด้วย หากปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ จะทำให้เป็นโรค Carpel Tunnel Syndrome หรือ CTS ซึ่งมักพบในคนที่ใช้พิมพ์งานนานหรือใช้เม้าส์ต่อเนื่องวันละหลายชั่วโมง อาจต้องรักษาด้วยการฉีดสเตียรอยด์แก้อักเสบหรือผ่าตัดเลาะพังผืดออกด้วย

3.โรคทางดวงตา
การจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือนาน ๆ จะทำให้คนเรากระพริบตาน้อยลง จึงเกิดอาการตาแห้งและจอประสาทตาเสื่อมได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะคนที่ใส่คอนแทคเลนส์ จะดึงน้ำจากดวงตาไปที่ตัววัสดุคอนแทคเลนส์มากกว่าปกติ จึงต้องระมัดระวังพักสายตาเป็นระยะและควรหยอดน้ำตาเทียมสม่ำเสมอ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของโรคตาแห้งด้วย

4.โรคทางอารมณ์
การเสพสื่อสาธารณะในรูปแบบภาพและการบอกเล่าต่าง ๆ มักทำให้เกิดการเปรียบเทียบกับตัวเอง ซึ่งมีสถิติพบว่าผู้ที่ใช้เวลาอ่านเรื่องต่าง ๆ ในโพสต์เฟซบุ๊กหรือช่องทางอื่น ๆ นาน ยิ่งเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้าและมีความรู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้น การบูลลี่หรือต่อว่ากันให้อับอายยังเป็นพฤติกรรมที่ส่งผลกระทบทางใจต่อเด็กและวัยรุ่น โดยมีสถิติมากขึ้นด้วย ผู้ปกครองจึงต้องระวังดูแลบุตรหลานในการใช้เทคโนโลยีให้มากขึ้น

จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีนั้นช่วยทำให้ชีวิตประจำวันของเราได้รับความสะดวกสบาย อำนวยให้คนเราสามารถมีไลฟ์สไตล์ในการทำงานและพักผ่อนอย่างที่ชื่นชอบได้ แต่หากใช้มากเกินไป ก็จะเกิดโทษตามที่กล่าวมา จึงต้องพึงระวังและใช้อย่างพอดี

น้ำดื่มผสมวิตามิน ประโยชน์ดีจริงหรือ ?

ความทรงจำวัยเด็กในชั้นเรียนวิชาสุขศึกษา คุณครูได้เน้นย้ำให้เราดื่มน้ำสะอาดวันละ 8-10 แก้ว และบริโภคสารอาหารให้ครบ 5 หมู่ เมื่อโตขึ้นจึงเริ่มเข้าใจว่า เพราะน้ำคือองค์ประกอบหลักของชีวิตโดยแท้ ร่างกายคนเราประกอบไปด้วยน้ำถึง 70% ในเลือดก็มีน้ำมากถึง 92% ส่วนสมองมีน้ำเป็นองค์ประกอบถึง 85% จึงไม่แปลกใจที่ภาคธุรกิจต่างพากันแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดของเครื่องดื่มเสริมสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง น้ำดื่มผสมวิตามินต่าง ๆ ที่วางเรียงกันอยู่ในร้านสะดวกซื้อ หรือซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งน้ำดื่มผสมวิตามินเหล่านั้นมีประโยชน์ดีจริงหรือไม่ เรามีเทคนิคการในการพิจารณาประโยชน์ของน้ำดื่มผสมวิตามินมาฝากกัน

ขึ้นชื่อว่าวิตามิน ย่อมจะมีคุณสมบัติในการเสริมสร้างการทำงานของร่างกายในส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะวิตามินบีรวม ซึ่งหลายบริษัทฯต่างชูประเด็นน้ำดื่มผสมวิตามินบี หรือวิตามินซี เพื่อบำรุงร่างกายและการทำงานของระบบประสาท โดยมีกระแสตอบรับที่ดีจากกลุ่มผู้บริโภคที่รักษ์สุขภาพ จนทำให้น้ำดื่มผสมวิตามินบีและซี เติบโตเกินความคาดหมาย เนื่องจากความเชื่อมั่นวิตามินว่าดีและมีประโยชน์ดังนี้

  • วิตามินบี 1 มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ
  • วิตามินบี 3 ช่วยฟื้นฟูเยื่อบุทางเดินอาหารและผิวหนังให้เป็นปกติ
  • วิตามินบี 6 มีส่วนช่วยสร้างสารที่จำเป็นในการทำงานของระบบประสาท
  • วิตามินบี 12 ช่วยซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอภายในร่างกายให้สามารถทำงานได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะระบบประสาทและทางเดินอาหาร
  • วิตามินซี นั้นสารพัดประโยชน์ เช่น ช่วยปกป้องเซลล์ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันของเนื้อเยื่อ เส้นเอ็น และคอลลาเจนต่าง ๆ และยังเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ช่วยป้องกันการทำลายเซลล์จากสารอนุมูลอิสระได้อีกด้วย

เมื่อพิจารณาตามคุณสมบัติอันเป็นประโยชน์ของวิตามินเหล่านี้แล้ว คนส่วนใหญ่จึงเชื่อมั่นว่า การดื่มน้ำผสมวิตามินนั้นมีประโยชน์และช่วยบำรุงร่างกาย แต่อย่างไรก็ตามเราไม่ควรที่จะบริโภควิตามินเกินความจำเป็นที่ร่างกายต้องการ เพราะเป็นการผลักภาระไปให้ไตทำงานหนัก ดังนั้นเราควรหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพของตนเอง ด้วยการบริโภคอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต สารอาหารที่เป็นแหล่งพลังงานเช่น ข้าว แป้ง น้ำตาล ฯลฯ คาร์โบไฮเดรต 1 กรัม ให้พลังงาน 4 แคลอรี ,โปรตีน เป็นสารอาหารสำคัญที่จำเป็นต่อการซ่อมแซมร่างกายส่วนที่สึกหรอ และเสริมสร้างการเจริญเติบโตของร่างกายรองจากน้ำ ,เกลือแร่หรือแร่ธาตุ เป็นส่วนประกอบของอวัยวะและกล้ามเนื้อ เช่น เลือด กระดูก และฟัน ,วิตามิน สารอาหารที่ร่างกายของเราต้องการในปริมาณน้อย แต่ก็ไม่สามารถขาดได้ ส่วนไขมันนั้นให้พลังงานสูง โดยไขมัน 1 กรัมให้พลังงาน 9 แคลอรี่

หากเราเอาใจใส่ตนเอง โดยการดื่มน้ำสะอาดวันละ 8 แก้ว ออกกำลังกายให้พอเหมาะและพักผ่อนให้เพียงพอ เราก็จะมีสุขภาพที่แข็งแรงได้โดยไม่ต้องพึ่งพาวิตามินเสริมใด ๆ ส่วนใครที่ชื่นชอบน้ำดื่มผสมวิตามิน ก็สุดแท้แต่ความชอบและเงินในกระเป๋า แต่ก็มีหลายคนนิยมดื่มน้ำบริสุทธิ์มากกว่า เพราะหากบริโภคอาหารครบหมู่ ก็จะได้วิตามินตามธรรมชาติอยู่แล้ว