MarTech เทคโนโลยีเพิ่มศักยภาพด้านธุรกิจในตลาดยุคดิจิตอล

Digital marketing หรือตลาดดิจิตอล เป็นช่องทางการทำธุรกิจที่มีความเชื่อมโยงกับสื่อออนไลน์ เนื่องจากจำเป็นต้องใช้สื่อออนไลน์เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจไปยังกลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆ ซึ่งการทำการตลาดออนไลน์ในยุคดิจิตอลจำเป็นต้องพึ่งพา MarTech เทคโนโลยียุคใหม่ที่ช่วยเพิ่มศักยภาพด้านธุรกิจในยุคดิจิตอล

MarTech หรือ Marketing Technology คือ ซอฟต์แวร์เครื่องมือการลาดท่ช่วยในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่มีคุณภาพและสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายด้วยข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย MarTech สามารถแบ่งออกเป็นการทำงานได้ ดังนี้

การจัดเก็บข้อมูล (Data Integration Platform) MarTech จะทำการจัดเก็บข้อมูลจากผู้บริโภคจากช่องทางออนไลน์และออฟไลน์มาจัดเก็บเพื่อให้สะดวกต่อการดึงข้อมูลออกมาใช้งาน
การวิเคราะห์ข้อมูล (Marketing Analytics) โดยนำข้อมูลของผู้บริโภคมาวิเคราะห์และแยกข้อมูลออกเป็นสัดส่วนเพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน รวมถึงช่วยในการนำเสนอข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ
การวิเคราะห์ตัวตน (Personalization) MarTech สามารถดึงข้อมูลที่ถูกจัดเก็บมาจำลองเป็นบุคลิกภาพ การใช้ชีวิตของผู้บริโภค ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้งานซอฟต์แวร์เข้าใจความต้องการของกลุ่มเป้าหมายดียิ่งขึ้น
เครื่องมือทำการตลาดด้วยคอนเทนต์ (Content Marketing Tools) คอนเทนต์ คือ การนำเสนอข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ เช่น บทความ, คลิปวิดีโอ, โฆษณา หรือภาพนิ่งและอื่น ๆ อีกมากมายที่ช่วยในการจุดประกายให้ผู้บริโภครับรู้ถึงบ้างสิ่งบางอย่างและผลักดันให้เกิด Action ต่อไป
Search Engine Optimization (SEO) เครื่องมือที่สำคัญในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายผ่านช่องทางออนไลน์ โดยการทำ SEO ไม่เพียงแต่ช่วยปรับเว็บไซต์ให้มีประสิทธิภาพง่ายต่อการใช้งานแต่ยังหมายถึงการปรับคอนเทนต์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

แม้ว่า MarTech จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำการตลาดในยุคดิจิตอล แต่ผู้ใช้งาน MarTech ควรจะมีสกิลที่ช่วยให้การทำงานร่วมกับ MarTech ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย MarTech Skill ที่จำเป็นต้องมี ได้แก่

  • ทักษะด้าน Data research & Analysis การมีทักษะด้านการรวบรวมข้อมูลของผู้บริโภค จัดเก็บข้อมูลและดึงข้อมูลมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพช่วยให้การทำงานด้วย MarTech มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ทักษะการทำ Flowchart เนื่องจากการทำงานร่วมกับ MarTech เป็นการทำงานเชิงวิเคราะห์ข้อมูลจึงจำเป็นต้องมีทักษะด้านการทำ Flow Chart เพื่อกำหนดเป้าหมายของงานต่าง ๆ และช่วยให้เกิดการสื่อสารอย่างชัดเจน ตรงไปตรงมา พร้อมทั้งต้องออกแบบผังการทำงานให้มีรายละเอียดที่ครอบคลุมมากที่สุด
  • วางแผนสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้บริโภค Customer Journey นักการตลาดที่มีฝีมือต้องสามารถวางแผนสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้บริโภคได้ ทำให้นักการตลาดที่ต้องทำงานร่วมกับ MarTech จึงควรมีทักษะในการนำข้อมูลของผู้บริโภคมาใช้วางแผน Customer Journey ได้

แม้ว่า MarTech จะเป็นเทคโนโลยีเพิ่มศักยภาพด้านธุรกิจในตลาดยุคดิจิตอลแต่สิ่งที่ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องทำงานร่วมกับทักษะของนักการตลาดจึงจะทำให้ผลงานตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายมากที่สุด

อนาคตของรถยนต์ไฟฟ้า จะมาปฏิวัติวงการรถยนต์ได้จริงหรือ

รถยนต์พลังงานไฟฟ้ากลายเป็นที่กล่าวถึงในวงการยานยนต์มาอย่างต่อเนื่อง บริษัทรถยนต์ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญในการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าของตนเอง เพื่อหวังว่าจะก้าวมาเป็นเจ้าตลาด หรืออย่างน้อยก็มีส่วนแบ่งในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังจะมาในอนาคต และด้วยกระแสการรณรงค์ให้ใช้พลังงานสะอาดมาแทนที่น้ำมันที่กำลังทำลายสิ่งแวดล้อมมานาน ทำให้กระแสของรถยนต์ไฟฟ้าเป็นที่สนใจสำหรับผู้ใช้รถยนต์ทั่วโลก

รถยนต์ไฟฟ้าคืออะไร

รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (electric vehicle-EV) คือรถยนต์ที่ไม่ต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นตัวขับเคลื่อน ไม่ต้องมีเครื่องยนต์สันดาป แต่ใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อนมอเตอร์ขนาดใหญ่ โดยพลังงานไฟฟ้านั้นจะถูกเก็บเอาไว้ในแบตเตอรี่ที่มีความจุมหาศาลเพื่อใช้ในการขับเคลื่อนรถให้ได้ระยะทางมากที่สุด

ข้อดีของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

  1. ใช้พลังงานสะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พลังงานจากไฟฟ้านับได้ว่าเป็นพลังงานที่สะอาด ไม่มีมลพิษแบบรถยนต์ที่ใช้การเผาไหม้เชื้อเพลิงจนเกิดมลพิษ ซึ่งทำลายสุขภาพของสิ่งมีชีวิตและทำลายสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก
  2. อัตราเร่งดี และเงียบ รถยนต์พลังงานไฟฟ้านั้นจะใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เป็นตัวขับเคลื่อนมอเตอร์ ทำให้อัตราเร่งดี และที่สำคัญเสียงการทำงานของมอเตอร์นั้นเงียบกว่าเสียงเครื่องยนต์แบบสันดาปหลายเท่า
  3. ประหยัดค่าใช้จ่ายทั้งค่าเชื้อเพลิงและค่าบำรุงรักษา รถยนต์ไฟฟ้านั้นมีค่าใช้จ่ายในการชาร์จไฟแต่ละครั้งน้อยว่าการเติมน้ำมันที่มีราคาแพงขึ้นทุกวัน และในอนาคตค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษารถก็น้อยกว่า เพราะรถยนต์ไฟฟ้าไม่มีเครื่องยนต์ ไม่จำเป็นต้องถ่ายน้ำมันเครื่อง ไม่มีหม้อน้ำจึงไม่ต้องดูแลระบบหล่อเย็น ไม่มีเกียร์ จึงไม่ต้องบำรุงรักษาระบบเกียร์ รถยนต์ไฟฟ้ามีเพียงแบตเตอรี่และมอเตอร์จึงทำให้การดูแลรักษาง่าย

ข้อเสียของรถยนต์ไฟฟ้า

  1. ระยะทางในการเดินทางในการชาร์จแบตเตอรี่ต่อครั้งยังน้อยกว่ารถยนต์แบบใช้น้ำมัน ด้วยเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ที่ยังมีข้อจำกัด ทำให้ระยะทางที่ใช้ในการเดินทางต่อการชาร์จแบตแต่ละครั้งยังทำได้น้อย แต่ปัจจุบันก็มีการพัฒนาแบตเตอรี่ให้มีประสิทธิภาพสูงอย่างต่อเนื่อง
  2. ใช้เวลาในการชาร์จไฟฟ้านาน การชาร์จไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่ในกรณีที่แบตหมดจนเต็ม อาจใช้เวลานานหลายชั่วโมง จึงจำเป็นต้องชาร์จที่บ้านในตอนกลางคืนเป็นหลัก การชาร์จไฟฟ้าระหว่างการเดินทางก็ต้องใช้เวลาพอสมควร ดังนั้นอาจจะเสียเวลาระหว่างวันไปบ้าง ซึ่งอาจจะไม่สะดวกสำหรับคนที่ต้องการเดินทางอย่างต่อเนื่อง
  3. สถานีให้บริการชาร์จไฟฟ้ายังมีจำกัด หากต้องการให้รถพลังงานไฟฟ้าเป็นที่แพร่หลายจำเป็นต้องมีจุดบริการสำหรับการชาร์จให้มากขึ้น เพื่อรองรับปริมาณการใช้อย่างเพียงพอ
  4. ราคาแบตเตอรี่ยังมีราคาแพง ส่วนที่สำคัญที่สุดของรถยนต์ไฟฟ้าคือแบตเตอรี่ ซึ่งในปัจจุบันยังมีราคาที่แพงอยู่ ซึ่งอาจทำให้คนยังกังวลในกรณีที่ต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่เมื่อถึงอายุการใช้งาน แต่ในอนาคตคาดว่าจะสามารถพัฒนาเทคโนโลยีที่ทำให้แบตเตอรี่มีราคาที่ถูกลงได้

ปัจจุบันแม้ว่ารถยนต์ไฟฟ้ายังมีข้อจำกัดในการใช้งานมากพอสมควร แต่ค่ายรถยนต์ต่างแข่งขันกันพัฒนารถไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ในอนาคตไม่ว่าอย่างไรรถยนต์ไฟฟ้าจะมาแทนที่รถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงน้ำมันอย่างแน่นอน

เทรนด์เทคโนโลยี 2565 ในสิ่งที่คนยุคใหม่อย่ามองข้าม

ปัจจุบันเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น เห็นได้จากการที่ทุกคนพกโทรศัพท์มือถือประจำตัวเป็นประจำอย่างน้อยคนละเครื่อง ใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ตในการส่งข้อมูลถึงกันทั้งกลางวันกลางคืน ทั้งเรื่องงานที่ส่งทางอีเมล การคุยกับครอบครัวและเพื่อนทาง LINE และ Facebook ดูหนังผ่าน Netflix เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีที่เป็นเทรนด์สำคัญที่น่ารู้จักอีกหลายอย่าง

Metaverse

Metaverse ถือว่าเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคต ที่กลายเป็นจริงแล้วในยุคนี้ จากผู้คิดค้น Facebook คือ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ที่ได้รวมโลกแห่งความเป็นจริงเข้ากับโลกเสมือนแห่งจินตนาการ โดยตัวอย่างที่เห็นชัดในตอนนี้ ได้แก่ โครงการความร่วมมือของแบรนด์แฟชั่น เช่นบาเล็นซิเอก้า และ Gucci ที่ทำสกินเสื้อผ้าออกมาสำหรับตัวละครในเกมส์ที่ลูกค้าสามารถเอาตัวเองเข้าไปเป็นการ์ตูนอวตารและสั่งซื้อได้จริง เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบไม่ซ้ำใครแน่นอน

ไฮบริดคราวน์

นับสิบกว่าปีที่ผ่านมาเรามีระบบ Cloud ในการเก็บข้อมูลหลากหลายแบรนด์ เช่น Google Drive dropbox iCloud ฯลฯ ซึ่งเป็นของบริษัทเอกชนแต่ละแห่ง ในตอนนี้โลกเรากำลังพัฒนา Hybrid Cloud เพื่อช่วยให้ระบบ Cloud แต่ละแห่งสามารถเชื่อมโยงการทำงานถึงกันได้ โดยยังคงมีมาตรฐานในด้านความปลอดภัยของข้อมูลที่สูง และค่าให้บริการที่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคมากที่สุด ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญเพราะไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่นิยมเก็บข้อมูลบนระบบ Cloud หากสิ่งนี้เชื่อมโยงกันได้ การส่งต่อข้อมูลต่าง ๆ ก็จะไร้พรมแดนเลยทีเดียว

เทคโนโลยีรถไฟฟ้า

รถไฟฟ้าแบบไม่ใช้น้ำมันเป็นเทรนด์ที่ทำได้จริงขึ้นมาแล้วในปี 2565 ซึ่งนโยบายของรัฐบาลไทยก็ประกาศออกมาด้านภาษีและค่าใช้จ่ายส่วนลดต่าง ๆ ที่สนับสนุนการซื้อรถยนต์ระบบไฟฟ้าเพื่อใช้แทนรถยนต์แบบสันดาป คาดว่าในปีต่อ ๆ ไปเราจะได้เห็นจุดชาร์จไฟฟ้าตามปั๊มน้ำมันและบ้านเรือนผู้คนมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นจังหวะที่เหมาะสมกับการรับมือในภาวะน้ำมันแพงในปัจจุบันที่สูงถึงลิตรละ 30-40 บาททั้งเบนซินและดีเซล

Non-Fungible Token หรือ NFT

NFT เป็นระบบการซื้อขายทรัพย์สินออนไลน์ผ่านคริปโตเคอเรนซี่ประเภทหนึ่ง ที่ใคร ๆ ก็สามารถเป็นเจ้าของสินค้าและซื้อสินค้าคนอื่นที่ขายในระบบอินเทอร์เน็ตได้เช่นกัน โดยจะไม่ใช้เงินสดแต่อย่างใด เป็นระบบเหรียญ Token bitcoin สกุลต่าง ๆ ที่กำลังนิยมแพร่หลายมากในปัจจุบัน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ ศิลปินไทย ติ๊ก ชีโร่ ที่นำกระดาษจดเนื้อเพลงรักไม่ยอมเปลี่ยนแปลงและรูปวาดของเขาไปขายในรูปแบบ NFT แล้วมีรายได้กลับมาจำนวนมาก

เทคโนโลยียุคใหม่นั้นเข้าใกล้กับชีวิตของเรามากขึ้น เราทุกคนจึงไม่ควรหยุดนิ่งกับการเรียนรู้ ต้องหมั่นศึกษาหาข้อมูลในศาสตร์ใหม่ ๆ เพื่อใช้งานเทคโนโลยีให้เสริมความสะดวกสบายแก่ชีวิตยิ่งขึ้น และอาจเป็นช่องทางสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่งในโลกออนไลน์ด้วย

SWATCH บริษัทนาฬิกาหรูกับปรากฏการณ์ห้างแตก

เชื่อว่าทุกคนคงเคยได้เห็นข่าวปรากฏการณ์ห้างแตกผ่านสื่อออนไลน์กันไปบ้างแล้ว แม้แต่เว็บเกี่ยวกับรถยนต์ ผลบอลย้อนหลัง ยังเอาข่าวไปลง เรียกว่ากลุ่มเว็บไหนมีไฮโซนิยมสุมหัวต้องมีข่าวแบรนด์นาฬิกาหรูนี้ไปด้วย เกี่ยวกับการแห่ไปเข้าคิวเพื่อซื้อนาฬิกาแบรนด์ดัง ณ ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งใจกลางกรุง จนส่งผลให้ต้องยุติการขายเพื่อป้องกันความปลอดภัยท่ามกลางวิกฤตโควิดที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ … SWATCH คือบริษัทผู้ผลิตนาฬิกาหรูที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ก่อตั้งเมื่อปี 1983 โดย Nicolas G. Hayek ผู้เข้ามากอบกู้อุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสจากวิกฤตในครั้งนั้น หลังจาก SEIKO จากประเทศญี่ปุ่นสร้างนาฬิการะบบ Quartz ได้เป็นผลสำเร็จและอ้างว่าเป็นประเทศแรกที่ผลิตนาฬิการะบบนี้เป็นรายแรก โดย SEIKO และ CITIZEN จากประเทศญี่ปุ่น เปิดตัวนาฬิกาข้อมือราคาถูก ตัวเรือนบาง เที่ยงตรงจนได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ยอดการขายนาฬิกาสวิสลดต่ำลงจนไม่ถึง 15% จากส่วนแบ่งการตลาดทั่วโลก

ปรับตัว เปลี่ยนแปลง สู่อันดับ 1 ของโลก

ภายหลังจากที่ Nicolas G. Hayek ได้มองเห็นถึงปัญหาภายในบริษัท โดยเฉพาะการบริหารที่มีการแยกย่อยบริษัทมากเกินไป ก่อนที่จะควบรวมและปรับแผนการดำเนินธุรกิจใหม่ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมกับเปิดตัวนาฬิกาใหม่ที่ผลิตด้วยระบบ Quartz ที่ใช้ชิ้นส่วนเพียง 51 ชิ้น จากเดิมที่ต้องใช้ชิ้นส่วนในการผลิตมากถึง 90 ชิ้น ทำให้ลดต้นทุนทางการผลิตลงได้ เมื่อขับเคี่ยวด้วยการตลาดที่เข้มข้นและราคาสามารถแข่งขันในตลาดได้ จึงสามารถทำยอดขายได้มากถึง 3.5 ล้านเรือน ภายในระยะเวลาเพียง 21 เดือนเท่านั้น ภายใต้แบรนด์ใหม่ที่ชื่อว่า SWATCH จากนั้นไม่นานกลุ่มทุนของ Hayek ก็ซื้อหุ้นของบริษัทใหม่พร้อมกับเปลี่ยนชื่อเป็น SMH หรือ Swiss Corporation for Microelectronics and Watchmaking Industries ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็น Swatch Group ที่หลายคนรู้จักกันดี

คอลเลคชันใหม่ ที่มาของปรากฏการณ์ห้างแตก

เป็นการจับมือกันครั้งแรกระหว่าง Swatch กับ Omega สองแบรนด์ดังจากสวิสเซอร์แลนด์ ที่นำเอาความสามารถของทั้งสองฝั่งที่มีความต่างกันสุดขั้ว หลอมรวมกันจนเกิดเป็นคอลเลคชันใหม่ในราคาที่ทุกคนสัมผัสได้ BIOCERAMIC MOONSWATCH ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากห้วงอวกาศก่อนนำมาซึ่งการออกแบบเป็นนาฬิกา Swatch ที่มากถึง 11 รุ่น ตามชื่อดาวในระบบสุริยะจักรวาล จนออกมาเป็นคอลเลคชัน Moon Swatch เช่น Mars ที่มีหน้าปัดสีขาว ตัวเรือนสีแดงเหมือนฉายาของดาวอังคาร, Earth ที่มีหน้าจอสีน้ำเงินเข้ม ตัวเรือนสีเขียวอ่อน เป็นต้น นอกจากนี้ Moon Swatch ยังมาพร้อมองค์ประกอบของนาฬิกาดังอย่าง OMEGA เช่น สเกลทาคีมิเตอร์ที่มีจุดเหนือเลขเก้าสิบและวัสดุที่ทำจากส่วนผสมของเซรามิกที่มีสองในสามส่วนจากแบรนด์ BIOCERAMIC ที่ได้รับจดสิทธิบัติเฉพาะมาแล้ว ด้วยสีสันที่มีความสวยงามและราคาที่ไม่ถึง 10,000 บาท จึงกลายเป็นที่ถูกใจของนักสะสมนาฬิการุ่นดังกล่าว จนนำมาซึ่งปรากฏการณ์ห้างแตกนั่นเอง

ไม่เพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้นที่ทำเอาจนบริษัท Swatch ต้องออกมาเบรกการจองและขายนาฬิกา แต่ยังมีอีกหลายประเทศที่เกิดเหตุการณ์คนแห่ไปจองและลงชื่อเพื่อซื้อนาฬิกา Swatch เช่น ญี่ปุ่น

เทคโนโลยีที่ช่วยความปลอดภัยในรถมีอะไรบ้าง

การเลือกซื้อรถในยุคปัจจุบันนอกจากคำนึงถึงความแรงและความประหยัดของเครื่องยนต์แต่ละรุ่นแล้ว ยังต้องคำนึงถึงเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยที่บริษัทรถยนต์ได้กำหนดให้มีไว้เพื่อช่วยผู้ขับขี่ให้เดินทางโดยสวัสดิภาพด้วย เรามาดูกันว่ามีเทคโนโลยีอะไรบ้าง

1. เบรก ABS

ABS ย่อมาจากคำว่า Antilock Braking System เป็นตัวช่วยให้การเบรกในระยะกระชั้นชิดไม่ลื่นไถล จึงเป็นการให้ความปลอดภัยแก่ทั้งผู้ขับขี่และเพื่อนร่วมทาง หรือสิ่งกีดขวาง เช่น คนที่กำลังข้ามถนน สุนัขแมว ฯลฯ หากเป็นรถรุ่นเก่าไม่มีระบบ ABS เมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูง แล้วต้องเบรกกะทันหันจะทำให้ล้อถูกล็อกและควบคุมรถได้ยาก ระบบ ABS จึงเป็นสิ่งที่ควรมีพื้นฐานในรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ

2. ถุงลมนิรภัย

ถุงลมนิรภัยจะถูกเก็บไว้ใต้พวงมาลัย และบริเวณคอนโซลรถด้านหน้า ซึ่งควรต้องมีในรถยนต์ทุกคนอย่างน้อยคือสองที่นั่ง (ด้านคนขับและคนนั่งคู่) หากเป็นรถรุ่นใหม่ ๆ หรือแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับระบบความปลอดภัยสูง จะมีถุงลมเป็นแบบม่านใหญ่ด้านข้างตัวรถ เพื่อให้ผู้โดยสารปลอดภัยหากรถถูกชนจากด้านข้างด้วยแรงปะทะสูงได้

3. กล้องมองรอบทิศ 360 องศา

กล้องรอบคัน เป็นสิ่งที่ช่วยให้ผู้ควบคุมพวงมาลัยมองเห็นสิ่งรอบคันรถในระหว่างเดินทางได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น ลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุจากรถที่มาในมุมอับสายตา เช่นบริเวณเสาเอก ทั้งนี้มีอุปกรณ์นี้ติดมาจากโรงงานในรถหลายรุ่นอยู่แล้ว แต่หากไม่มีก็สามารถติดต่อศูนย์หรืออู่ชั้นนำในการช่วยติดตั้งเพิ่มให้ได้เช่นกัน

4. ระบบจับความเร็วรถคันหน้า

ระบบ cruise control เป็นตัวช่วยที่สำคัญในการขับขี่ในระยะกระชั้นชิดหรือต้องขับรถในย่านชุมชนที่แวดล้อมด้วยรถจอแจมากมาย ระบบจะช่วยในการจับความเร็วรถคันหน้าที่ทำให้รถคุณรักษาระยะห่างได้ดียิ่งขึ้น และหลายคันที่เป็นรุ่นใหม่ ๆ จะเชื่อมกับระบบเบรกอัตโนมัติหากรถคันหน้าเบรกด้วย

5. ระบบป้องกันการออกนอกเลน

สำหรับมือใหม่ที่ขับรถไม่คล่อง หรือการขับรถในทัศนวิสัยไม่ได้ เช่น มีหมอกควันมาก หรือ มีฝนตกหนัก การควบคุมรถไม่ให้ออกนอกเลนเป็นเรื่องยาก ดังนั้นเทคโนโลยีนี้จะเป็นตัวช่วยที่ดีเลิศในการป้องกันอุบัติเหตุ ทั้งป้องกันเพื่อนร่วมทางคันอื่น ไม่ให้ถูกลูกหลงจากรถคุณที่แฉลบไปเฉี่ยวชนด้วย

จะเห็นได้ว่า เทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่มีอยู่หลายอย่างที่สำคัญและจำเป็นต่อการเดินทางไม่ว่าในกทม.หรือต่างจังหวัด แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้เช่นกัน คือ ผู้ขับขี่ที่ต้องมีสติ ไม่อยู่ในอาการมึนเมา จึงจะสามารถประคองรถให้อยู่ในเลนและเดินทางสู่เป้าหมายได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น

เทคโนโลยีและเทรนด์ไอที ที่คนรุ่นใหม่ที่ไม่รู้ไม่ได้

ในโลกที่ไร้พรมแดนด้านการติดต่อสื่อสารและการเชื่อมโยงข้อมูล เทคโนโลยีสารสนเทศหรือไอทีคือส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คน ตื่นเข้าขึ้นมาเราก็หยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาดู สวมสมาร์ทว็อท เปิดสมาร์ททีวี ดูข่าวหุ้นผ่านแท็บเล็ตหรือคอมพิวเตอร์ ชีวิตผู้คนล้วนต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของไอทีไม่ทางใดก็ทางหนึ่งแทบจะตลอดเวลา

คนรุ่นใหม่ที่ต้องอยู่ในยุค 5G และเทคโนโลยีเมต้าในอนาคต จึงจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในวงการไอที เพื่อให้สามารถปรับตัวก้าวทันสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เพราะเรื่องของไอที พลาดเพียงวินาทีเดียวคุณก็อาจช้ากว่าคนอื่นไปแล้ว ต่อไปนี้คือเทคโนโลยีที่คนรุ่นใหม่ไม่รู้ไม่ได้

1. A.i. Artificial intelligenceเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์

นับจากปัจจุบันไปจนถึงอนาคตอันใกล้ สิ่งที่จะมีบทบาทมากขึ้นในชีวิตมนุษย์ก็คือเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ ระบบประมวลผลของคอมพิวเตอร์ที่ถูกพัฒนาให้สามารถเรียนรู้การทำงานแบบสมองมนุษย์จนสามารถตัดสินใจได้เองในบางเรื่องโดยปราศจากคำสั่งโดยตรงจากมนุษย์ เอไอจะเข้ามาเปลี่ยนกระบวนการทำงานในแทบทุกวงการบนโลกแบบหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว

2.IOT internet of thing อินเทอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่ง

เทรนด์สิ่งประดิษฐ์ทุกอย่างบนโลกจะต้องถูกเชื่อมโยงเข้าสู่โลกอินเทอร์เน็ตทั้งหมด ไม่ว่าอะไรก็ตาม มิฉะนั้นสินค้าชิ้นนั้นจะขายไม่ได้ในที่สุด นี่คือคำทำนายที่ใกล้จะเกิดขึ้นจริงในไม่ช้า อุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้จากที่บ้านไปที่ทำงานหรือแม้แต่บนถนนหนทาง สถานที่ต่าง ๆ ล้วนเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตได้แทบทั้งสิ้นในปัจจุบัน 

3. เทคโนโลยี 5G

อุปกรณ์ที่ไร้สายคือเครื่องมือในการทำงานและการใช้ชีวิตที่เปรียบเหมือนอวัยวะชิ้นที่ 33 ของมนุษย์ไปแล้ว โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน ความรวดเร็วและเต็มเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพของการส่งต่อข้อมูลภายใต้เทคโนโลยี 5G จะเป็นตัวเร่งให้เกิดการแข่งขันของคอนเท้นบนโลกออนไลน์และการค้าขายผ่านอีคอมเมิร์ชอย่างที่คุณอาจจินตนาการไม่ออกเลยก็ได้

4. BlockChain 

การเข้ามาของสิ่งที่เรียกว่าบล็อกเชนหรือระบบการจัดเก็บข้อมูลแบบห่วงโซ่อิสระที่สามารถตรวจสอบได้ จะเปลี่ยนแปลงระบบการซื้อขายและการเงินการธนาคารจนการทำงานแบบเดิมอาจไม่จำเป็นอีกต่อไป เมื่อทุกอย่างอยู่ในบล็อกเชน ความปลอดภัย ความถูกต้อง และความไม่จำกัด คือสิ่งที่ทำให้บล็อกเชนเข้ามาแทนระบบไอทีแบบเดิม ๆ ทั้งหมด

5. VR Virtual Reality การสร้างภาพสามมิติเสมือนจริง

ต่อไปนี้โลกของ VR กับโลกจริงจะถูกเชื่อมโยงกันแบบคู่ขนานหรือไม่บางสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นบนโลกของ VR ก็มีมูลค่าที่ไม่แตกต่างจากของที่อยู่บนโลกใบจริง ระยะทางและข้อจำกัดในการเดินทางจะไม่เป็นอุปสรรคของการทำงานและการท่องเที่ยวอีกต่อไป เพราะเทคโนโลยี VR จะเข้ามาอุดช่องว่างตรงนี้ให้หายไป

นี่เป็นเพียง 5 เทคโนโลยีด้านไอทีส่วนหนึ่งที่กำลังมาแรงและเติบโตในของโลกแห่งอนาคตอย่างแน่นอน คนในวงการไอทีจึงต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจให้เร็วที่สุด ก่อนที่คุณจะตกขบวนรถไฟแห่งโลกไอทีขบวนนี้

มือถือที่รองรับ 5G ในปี 2022 มีรุ่นไหนบ้างที่น่าตำ

ก้าวเข้าสู่ยุค 5G อย่างสมบูรณ์แบบในปี 2022 ซึ่งการเลือกซื้อโทรศัพท์ยุคนี้ถือว่าสำคัญมาก เพราะบางรุ่นก็แพงแต่ยังรองรับได้แค่ 4G ก็มี ดังนั้นวันนี้เราจะมาแนะนำมือถือรุ่นเด่นๆที่รองรับ 5G และราคาจับต้องได้ ซึ่งเทคโนโลยี 5G จะมีการพัฒนาจากระบบ 4G ในหลายๆด้าน โดยเริ่มจากความสูงสุดที่รองรับได้ถึง 20Gbps มากกว่า 4G ราวๆประมาณ 20 เท่า และยังสามารถรองรับอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อในพื้นที่เดียวกันได้มากถึง 100 เท่า นั่นแปลว่าต่อให้ผู้คนใช้เครือข่ายเป็นจำนวนมากขนาดไหนในพื้นที่เดียวกันก็ไม่ต้องกังวลว่าสัญญาณจะขาดๆหายๆหรือทำให้อินเทอร์เน็ตช้าขึ้นนั่นเอง หรือจะใช้คำว่าเสถียรมากกว่า 4G เป็นร้อยเท่าก็ได้ ต่อให้คุณจะดู ผลบอลสด หนังออนไลน์ หรืออะไรก็ตามที่ใช้อินเทอร์เน็ตสูง ก็ลื่นไหลไม่มีสัญญานติดขัดมากวนใจ ที่สำคัญระหว่างการใช้งานก็ช่วยประหยัดพลังงานมากขึ้นด้วย โดยความเร็วในการตอบสนองเร็วขึ้นจาก 30ms เป็น 1-3ms (1ms = 0.001 วินาที) จึงทำให้หลายๆคนเริ่มหันมาสนใจใช้งาน 5G กันมากขึ้น เพราะมีความลื่นไหลและเร็วทันใจมากกว่า 4G ที่กล่าวมาข้างต้นรวมไปถึงการโทร ดาวน์โหลดไฟล์ต่างๆ การใช้อินเทอร์เน็ต เล่นเกมส์ออนไลน์ แต่อย่างไรก็ตาม การใช้งาน 5G เหมือนเป็นการบังคับให้ซื้อโทรศัพท์ใหม่ เพราะรุ่นใดที่ใช้ได้ถึงแค่ 4G จะไม่สามารถรองรับ 5G ได้ ในปัจจุบันเราจะยังใช้สัญญาน 4G ได้อยู่เรื่อยๆ แต่อาจจะไม่เสถียรเท่า 5G ซึ่งแล้วแต่การใช้งานและการตัดสินใจของผู้คน บทความนี้จะมาแนะนำมือถือที่รองรับระบบ 5G ที่ราคาย่อมเยาไปจนถึงราคาแพง

5 รุ่นโทรศัพท์ รองรับสัญญาณ 5G

Samsung Galaxy S21 Series

ในแต่ละรุ่นย่อยจะมีราคาแตกต่างกัน ซึ่งในตัวนี้จะมีราคาที่แพงในระดับนึง ด้วยความที่ออกแบบมาอย่างสวยงามและตอบโจทย์ความต้องการในเรื่องความเร็ว ไม่ได้มีเพียงแต่ 5G อย่างเดียว แต่รวมไปถึงสเปก การใช้ชิปตัวแรง และมีระบบที่ชาร์จไร้สายและการแชร์แบตเตอรี่มาในตัว ความจำในเครื่อง บวกกับคุณภาพของกล้องก็จะต่างกันตามราคา ซึ่งมีรุ่นย่อยทั้งหมด Galaxy S21, Galaxy S21+ และ Galaxy S21 Ultra แต่ละรุ่นจะมีเรทราคาที่สูงขึ้นตามความจุของเมมโมรี่ด้วย

Samsung Galaxy M52 5G

มีเพียงแค่รุ่นเดียวเท่านั้นมาพร้อมกับราคา 13,499 บาท ราคาอยู่ในระดับกลางๆ แต่ออฟชั่นมาเยอะพอสมควร ซึ่งได้ระบบรองรับ 5G มาเป็นจุดขายอย่างแรก บวกกัลหน้าจอ Super AMOLED+ มีขนาดใหญ่ถึง 6.7 นิ้ว อัพเกรดความละเอียด FHD+ แถมยังรองรับ 120Hz โดยใช้ชิป Snapdragon 778G แรม 8GB และมีความจุในตัวเครื่องสูงถึง 128GB และคุณภาพกล้องหลัง 3 เลนส์ 64MP กล้องหน้า 32MP คมชัดไม่แพ้รุ่นพี่เลย และจุดเด่นในรุ่นนี้ในเรื่องของแบตเตอรี่ก็จุมากถึง 5000mAh พกมาด้วยระบบรองรับชาร์จเร็ว 25W ในราคากลางๆแบบนี้ได้ออฟชั่นเยอะเกินคุ้มจริงๆ ถ้าเน้นใช้งานทั่วไปพ่วงกับระบบ 5G ที่ต้องการ ถือว่ารุ่นนี้ตอบโจทย์ได้ดี

Xiaomi POCO M4 Pro 5G

รุ่นโทรศัพท์ที่ไม่ค่อยคุ้นชินเท่าไหร่ แต่ระบบการใช้งานดีเลิศ จับต้องได้ในราคา 7,499 บาทเท่านั้น มาพร้อมกับหน้าจอที่ใหญ่พอดีตา 6.6 นิ้ว และอัพเกรดความละเอียดในระดับ FHD+ รวมไปถึงรองรับ Refresh Rate 90Hz ใช้ชิป Dimensity 812 5G แรม 6GB ความจุ 128GB ในตัวเครื่อง ถือว่าเยอะมากในราคานี้ แถมพัฒนากล้องหลังคู่ 50MP กล้องหน้า 16MP จุแบตเตอรี่ 5000mAh อีกทั้งยังรองรับชาร์จเร็ว 33W และรันระบบปฏิบัติการ Android 11 ครอบทับด้วย MIUI 12.5 ตัวนี้บอกเลยว่าโคตรคุ้ม ถ้าไม่ใช่คอเกมส์ที่ใช้สเปกสูงๆ รุ่นนี้ตอบโจทย์ได้ดีทีเดียว เสียเงินแค่หลักพันแต่ได้ออฟชั่นหลักหมื่นในยุค 2022 ต้องรับตำแล้ว

Samsung Galaxy A52s 5G

รุ่นนี้เรียกว่าเป็นรุ่นใหม่ที่พัฒนามาจาก Samsung Galaxy A52 ที่ตอนนั้นรองรับได้ถึง 4G และทำการพัฒนาไปไกลอยู่พอสมควร ปัจจุบันมาพร้อมกับหน้าจอ Super AMOLED มีขนาดหน้าจอใหญ่ถึง 6.5 นิ้ว และพกความละเอียดระดับ FHD+ แถมยังรองรับ Refresh Rate 120Hz โดยใช้ชิป Snapdragon 778G ได้แรมสูงสุดถึง 8GB ความจุสูงสุด 256GB มีกล้องหลัง 4 เลนส์จากเดิมแค่ 3 เลนส์ ความชัดระดับ 64MP กล้องหน้า 32MP พ่วงกับแบตเตอรี่ที่มีความจุสูงถึง 4500mAh รองรับชาร์จเร็ว 25W และรองรับระบบ 5G ล่าสุดด้วย วางขายตามศูนย์ในราคา 13,999 บาทเท่านั้น

iPhone 13 / iPhone 13 mini

ต้องบอกเลยว่ารุ่นนี้ในเครือไอโฟนถือว่าคุ้มมากๆ โดยแบ่งเป็น 2 รุ่น คือ iPhone 13 และ iPhone 13 mini เป็นน้องเล็กที่ผลิตตั้งแต่ปี 2021 โดยมีองค์ประกอบที่สวยงามและคุ้มค่า เรทราคาจะเริ่มต้นที่ 25,900 และราคาจะสูงตามความจุของเครื่องนั่นเอง โดยข้อดีของรุ่นนี้คือ เลนส์กล้องหลังคู่จะเปลี่ยนเป็นแบบแนวทแยงแทน ซึ่งทำให้ดูแปลกตาและสวยงาม ในส่วนของสเปก จะมาพร้อมกับชิปประมวลผลตัวใหม่อย่าง A15 Bionic สามารถรองรับระบบ 5G ได้ หน้าจอเป็น Super Retina XDR OLED รวมไปถึงออฟชั่นตัวกล้องถูกอัปเกรดให้ดีกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการรับแสง ซูมเข้า-ออก จะมีความละเอียดมากขึ้น และที่เป็นจุดเด่นคือแบตเตอรี่ก็อึดกว่าเดิมถึง 3 เท่า

เทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน

โลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาอย่างรวดเร็วและเรื่องหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยก็คือเทคโนโลยีได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับเราในชีวิตประจำวันมากมาย ลองนึกดูว่าในแต่ละวันมีเทคโนโลยีอะไรบ้างเข้ามาในชีวิตเราจนกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเราไปแล้ว ด้วยเหตุที่เทคโนโลยีช่วยสร้างความสะดวกสบาย อำนวยสิ่งที่เราต้องการได้อย่างง่ายและรวดเร็วมากกว่าการทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยวิธีการเดิม ๆ ผู้คนจึงติดใจ เรามาดูกันว่าในชีวิตประจำวันเทคโนโลยีที่เราพบบ่อย ๆ อยู่ที่ไหนกันบ้าง

  1. ของใช้ส่วนตัว
    มาที่หมวดของใช้ส่วนตัวกันก่อนเลย Smartphone หรือ มือถือ เป็นอะไรที่ทุกคนต้องมี เปรียบเสมือนอวัยวะที่ 33 ของเราไปแล้ว และที่มาคู่กันคงหนีไม่พ้น Earphone ทั้งแบบมีสายและบลูทูธที่มีหลากแบบหลายยี่ห้อให้เลือกจับจองเป็นเจ้าของกัน มองลงมาที่ข้อมือจากนาฬิกาแบบเดิม ๆ ก็เปลี่ยนเป็น Smart Watch ที่แสนจะอัจฉริยะเป็นมากกว่านาฬิกา เช่น สามารถเปลี่ยนรูปหน้าจอแสดงผลเวลา วันที่, วัดอัตราการเต้นของหัวใจ, นับจำนวนก้าวเดินในแต่ละวันของเรา, มี GPS แสดงแผนที่การวิ่งของเรา วัดค่าออกซิเจนในเลือดก็ได้ เป็นต้น
  2. ของใช้ในที่เรียน-ทำงาน
    มาถึงที่ทำงานหรือสถานศึกษา คอมพิวเตอร์ทั้งแบบ PC และ Laptop เห็นได้จนคุ้นชินในสายตา ถ้าเป็นนักเรียนนักศึกษาในยุคนี้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาที่ทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะต้องใช้เป็นปกติ, เครื่องถ่ายเอกสารตั้งอยู่ให้เราใช้หมุนเวียนกันตลอดทั้งวัน สำเนาได้แบบไม่เมื่อยมือ, เครื่องฉายสไลด์แบบ Projector เป็นประโยชน์ได้ดีในการนำเสนองานให้เห็นชัดเจนขึ้น
  3. ร้านค้า, ร้านอาหาร
    เดี๋ยวนี้มีร้านจำนวนมากที่รับชำระแบบการโอนหรือสแกนจ่ายแบบไม่ต้องจับเงินสด แค่มี Application ก็สามารถโอนจ่ายได้แบบสะดวกสบายไม่ต้องทอนกันให้ยุ่งยาก ตามห้างสรรพสินค้าบางแห่งเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตเราก็สวมบทบาทเป็นแคชเชียร์ตรวจสอบสแกนสินค้า รวมยอดราคาและชำระเงินได้เองแบบ One Stop Service ได้ด้วยแทบไม่ต้องเจอคน, ร้านอาหารที่ใหญ่หน่อยหรือมีหลายสาขาก็มีการนำ iPad มาช่วยในการสั่งอาหารหรือให้เราสแกน QR Code เพื่อดูเมนู และพาหุ่นยนต์มาช่วยเสิร์ฟอาหารแล้ว
  4. ของใช้ในบ้าน
    กลับมาถึงบ้าน เทคโนโลยีอย่างแรกที่หยิบคงเป็นรีโมทเปิดแอร์ หรือบางคนอาจจะสแกนนิ้วมือเพื่อเปิดประตูบ้านกันแล้ว ต่อไปก็เปิด Smart TV ที่มีช่องให้เลือกมากกว่าร้อยช่อง อยากดูอะไรก็มีทุกความต้องการทั้งสะดวกและรวดเร็ว ถ้าขี้เกียจกดเลือกก็สามารถใช้เสียงสั่งได้แบบสบาย ๆ เหมือนเราเป็นเจ้านายที่ได้ตามสั่งไปทุกอย่าง

จะเห็นได้ว่า เทคโนโลยีอยู่รอบตัวเราอย่างกลมกลืนในการใช้ชีวิต สร้างขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวก สบาย ในกิจกรรมระหว่างวันของคนเรา และนับวันยิ่งพัฒนาไปไกลให้เรายิ่งสบายขึ้น สะดวกขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งในความสบายนี้ก็ตอบโจทย์ความรวดเร็วดั่งใจของผู้ใช้งานนั่นเอง

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์คืออะไร

หากจะพูดถึงหนึ่งในเทคโนโลยีของโลกยุคปัจจุบันที่มาแรงอันดับต้น ๆ มีผู้คนให้ความสนใจมากมาย นั่นก็คือเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Artificial Intelligence หรือเทคโนโลยี Ai

เทคโนโลยีเอไอเป็นเทคโนโลยีที่เราได้ยินกันบ่อย ๆ แต่เราอาจจะยังเข้าใจมันผิดหรือถูกไม่ทั้งหมด หลายคนยังเข้าใจว่าเอไอคือหุ่นยนต์ ซึ่งก็ต้องบอกว่าไม่ใช่หุ่นยนต์ทุกตัวที่มีเทคโนโลยีเอไอ ถ้าจะให้อธิบายแบบสั้น ๆ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ คือ วิทยาการของระบบคอมพิวเตอร์ที่พยายามออกแบบให้สามารถทำงานได้คล้ายกับสมองมนุษย์มากที่สุด สิ่งที่ระบบคอมพิวเตอร์ในยุคเก่ากับคอมพิวเตอร์ในยุคเอไอแตกต่างกันก็คือ การคิด ซึ่งคอมพิวเตอร์ยุคเก่าจะทำงานตามคำสั่งได้เพียงอย่างเดียว แต่คอมพิวเตอร์ปัญญาประดิษฐ์สามารถจดจำ เรียนรู้ วิเคราะห์และตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง

ถึงแม้เทคโนโลยีเอไอจะถูกพัฒนามากว่ายี่สิบปีแล้ว แต่ปัจจุบันความก้าวหน้าของเอไอทั้งในรูปของโปรแกรม แอปพลิเคชันและหุ่นยนต์ยังอยู่ในระดับที่เรียกว่าเอไอขั้นต้น คือสามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์และตัดสินใจได้ในระดับหนึ่ง เพียงแต่เอไอส่วนใหญ่ที่ถูกใช้งานอยู่ในปัจจุบันจะทำหน้าที่วิเคราะห์และตัดสินใจได้ทีละอย่าง ซึ่งยังต่างกับการทำงานของสมองมนุษย์ที่สามารถวิเคราะห์และตัดสินใจพร้อม ๆ กันได้หลายส่วนในเวลาเดียวกัน

แต่ในอนาคตนักวิทยาศาสตร์คาดหวังว่าจะสร้างเอไอได้ในระดับที่เรียกว่าสามารถคิดวิเคราะห์และประมวลผล จนตัดสินใจในเรื่องที่ซับซ้อนแบบมนุษย์ได้เอง และมากไปกว่านั้น ก็คือ การสร้างหุ่นยนต์หรือเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่ฉลาดล้ำเกินมนุษย์ สามารถประมวลผลสิ่งที่ยากเกินศักยภาพของสมองมนุษย์จะทำได้

ซึ่งหากจะว่าไปมันก็เหมือนดาบสองคม หากเราลองจินตนาการถึงหุ่นยนต์ที่คิดได้เอง โดยไม่ต้องฟังคำสั่งของมนุษย์ การก้าวข้ามขีดจำกัดตรงนี้ไปถือว่ามีความเสี่ยงที่ยากจะประเมินความเสียหาย หากสุดท้ายเราควบคุมเอไออัจฉริยะไม่ได้ ยิ่งในโลกที่อินเทอร์เน็ตเชื่อมโยงข้อมูลทุกอย่างเข้าไว้ด้วยกันทั้งพฤติกรรมของคน ความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจรวมไปถึงความมั่นคงทางการทหาร หากระบบเอไอถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด แน่นอนว่าผลกระทบย่อมมีเป็นวงกว้างอย่างแน่นอน

ทุกเทคโนโลยีมีข้อดีที่ช่วยแก้ปัญหาการใช้ชีวิตของมนุษย์ บางเทคโนโลยีก็สร้างขึ้นมาเพื่อช่วยชีวิตมนุษย์เช่นเทคโนโลยีทางการแพทย์ แต่เราก็ต้องไม่ลืมว่าในทุกเทคโนโลยีก็มีข้อเสียที่ควรระวัง อย่าพัฒนาจนลืมเรื่องความยั่งยืนและปลอดภัย หากเราลองจินตนาการถึงภาพเทคโนโลยีนิวเคลียร์ดูบ้าง มันช่วยสร้างพลังงานสะอาดให้เราได้มหาศาล แถมต้นทุนก็ต่ำ แต่เมื่อเกิดความผิดพลาดร้ายแรงเกินควบคุม เช่น เกิดคลื่นสึนามิ หรือ โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เกิดระเบิด ความเสียหายที่ตามมามันมหาศาลจนเกินกว่าจะเยียวยาได้ด้วยซ้ำ สุดท้ายแล้วทุกการพัฒนาจึงต้องคำนึงถึงความปลอดภัยต่อส่วนรวมเสมอ

‌เทคโนโลยี‌ใหม่‌เติบโตไว‌ช่วง‌ covid-19 มี‌อะไร‌บ้าง

‌นวัตกรรม‌เทคโนโลยีทางการ‌แพทย์‌ ‌วิทยาศาสตร์‌และวิศวกรรมที่‌ก้าวหน้า‌ มา‌จาก‌การ‌สะสม‌องค์‌ความ‌รู้‌ใน‌อดีต‌ตลอด‌หลาย‌ปี‌ที่‌ผ่าน‌มา ‌โดย‌เฉพาะ‌ใน‌ช่วง‌ covid ‌ระบาด ‌ที่‌เรา‌เห็น‌ผลลัพธ์‌ที่สำคัญ‌เป็น‌เทคโนโลยี‌ใหม่ ๆ ‌ที่‌ได้‌นำ‌มา‌ใช้‌ประโยชน์‌จริง‌ใน‌หลาย‌อย่าง‌ ดังนี้

‌‌1.‌ ‌วัคซีน‌ mRNA
mRNA ‌เป็น‌ความ‌ก้าวหน้า‌ทางการ‌แพทย์‌เจาะ‌ลึก‌ไป‌ที่‌ระบบ‌พันธุกรรม‌ที่‌มี‌การ‌ตัด‌แต่ง ‌เพื่อ‌ผลิต‌เป็น‌วัคซีน‌ที่‌มี‌ความ‌จำเพาะ‌จัดการ‌กับ‌เชื้อ‌ไวรัส‌ ‌covid-19‌ ‌ที่‌กำลัง‌ระบาด‌ทั่ว‌โลก ‌และก็‌มี‌แนว‌โน้ม‌สูง‌ที่‌จะ‌ได้‌นำ‌ไป‌ใช้‌สำหรับ‌การ‌รักษา‌โรค‌มะเร็ง‌อย่าง‌จำเพาะ‌เจาะจง‌ต่อ‌ไป‌

2.‌ ‌ปัญญา‌ประดิษฐ์‌
‌การ‌เข้าใจ‌วิธี‌การ‌คิด‌ของ‌มนุษย์‌เคยเป็น‌สิ่ง‌ที่‌ดู‌เหมือนเกินจริงสำหรับหุ่นยนต์‌ ‌แต่‌ตอน‌นี้‌เป็น‌จริง‌แล้ว‌เมื่อ‌เทคโนโลยี‌ด้าน‌ NLP ‌หรือ‌สมอง‌กล‌พัฒนาถึงจุดที่‌ระบบ‌คอมพิวเตอร์‌สามารถ‌เขียน‌บทความ‌ต่าง ๆ ได้ใกล้เคียงกับคน ไม่‌แน่ว่า‌ใน‌อนาคต‌ มนุษย์‌เรา‌อาจ‌จะ‌ถูก‌แย่ง‌งาน‌โดย‌ระบบ‌ AI ‌ใน‌ด้าน‌การ‌เขียน‌บทความ‌สำหรับธุรกิจออนไลน์ไปอีก‌อาชีพ‌หนึ่ง

3.‌ รถไฟฟ้า‌ EV
รถไฟฟ้า‌ EV ‌‌ใช้‌ตัว‌แบตเตอรี่‌ที่‌เป็น‌ลิ‌เธี‌ยมในการขับเคลื่อน‌ ‌มีการพัฒนาไปมาก และ‌ใน‌ระหว่าง‌นี้กำลังมี‌โครงการ‌ความ‌ร่วม‌มือ‌กันของบริษัท‌รถ‌ Volkswagen และ QuantumScape เพื่อ‌พัฒนา‌ให้‌เป็น‌แบตเตอรี่‌ที่‌สามารถ‌ใช้‌งาน‌ได้‌นาน‌ขึ้น ไม่‌ต้อง‌ชาร์จ‌ไฟ‌บ่อย ๆ อาจ‌ทำ‌สำเร็จ‌ได้‌สมบูรณ์‌ใน‌ช่วง‌ ‌2-3‌ ‌ปี‌จาก‌นี้

‌‌เทคโนโลยี‌‌มี‌การ‌พัฒนา‌อย่าง‌รวดเร็ว‌ใน‌ช่วง‌ ‌2-3‌ ‌ปี‌นี้‌ ทั้งด้าน‌พลังงาน‌ สุขภาพ และสิ่งอำนวยความสะดวก ฯลฯ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่‌เรา‌ทุก‌คน‌‌ควร‌ติดตาม‌ข่าว‌สารใหม่ ๆ อยู่เสมอ เพื่อ‌ปรับ‌ตัว‌ได้‌ทันกับการเปลี่ยนแปลง